รีวิว ‘ The Light Between Oceans ‘ : จุดเริ่มต้นแห่งความรักของ ฟาสส์เบนเดอร์ & วิกันเดอร์

light_between_oceans

แสงสว่างที่กลางมหาสมุทร [ The Light Between Oceans ] 2016

แม้แต่ 2 ซูเปอร์ สตาร์ ฮอลลีวู้ด ยังไม่สามารถฉุด ภาพยนตร์ เรื่องนี้ให้มีชีวิตชีวาขึ้นมาได้

ดีเร็ค เซียนฟรานซ์ ได้ทำหนังเปลือยที่เข้าถึงอารมณ์หลายต่อหลายเรื่อง อย่าง Blue Valentine ปี 2010 ที่ นำเสนอในเรื่องของรักไม่สมหวัง และการแยกทางกัน และ The Place Beyond the Pines ในปี 2013 ที่เป็นมหากาพย์ของลูกชายกับพ่อ อย่างไรก็ตามการได้ชม The Light Between Oceans นั้นให้ความรู้สึกที่แตกต่างจาก 2 เรื่องดังกล่าว และพล็อตเรื่องดูเป็นเหตุเป็นผลมีความสมจริงน้อยกว่า เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วอ้างอิงจากนิยายขายดีในปี 2012 ของ M.L. Stedman

ซึ่งกับ ภาพยนตร์ ที่สร้างกับสตูดิโอใหญ่เรื่องแรกของเขานั้น ดูเหมือนว่า เซียนฟรานซ์ จะพึ่งเนื้อหาในหนังสือมากจนเกินไป โดยตามเนื้อเรื่องเป็นเรื่องราวความรักในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ระหว่างคนเฝ้าประภาคารที่ชื่อ ทอม เชอร์บอร์น ( ไมเคิล ฟาสส์เบนเดอร์ ) กับอิซาเบล ภรรยาของเขา ( อลิเซีย วิกันเดอร์ ) ที่ใช้ชีวิตอย่างสันโดษบนเกาะแจนิส แต่ชีวิตก็ได้เปลี่ยนไปเมื่อได้เจอกับเรือลำน้อยที่ลอยมาติดเกาะพร้อมกับศพของชายคนหนึ่งและเด็กหญิงตัวน้อยที่รอดชีวิต มันคืออุบัติเหตุทางทะเลงั้นหรือ? อิซาเบลไม่รู้ แต่เธอได้ขอทอมไม่ให้รายงานออกไป แล้วจัดการฝังศพชายที่เชื่อว่าเป็นพ่อของเด็กน้อยแล้วรับอุปการะเด็กไว้เป็นลูกของตัวพวกเขาเอง แม้ทอมจะยอมทำตามคำขอร้องของภรรยาแต่เขาก็ยังรู้สึกผิด จนกระทั่งมีแม่ม่ายในท้องที่นั้น ( ราเชล ไวซ์ ) อ้างว่าลูกเป็นของเธอและทอมคือคนที่ฆาตกรรมสามีของตน

เหตุการณ์ดังกล่าวเปรียบเสมือนพายุพัดเข้าประภาคารเลยก็ว่าได้ ( ซึ่งในภาพยนตร์ได้ถ่ายวิวสวย ๆ ของประเทศนิวซีแลนด์ไว้ด้วย ) โดยทอมและ อิซาเบล นั้นดูราวกับโดนโหมซัดท่ามกลางพายุอารมณ์ ซึ่งสะท้อนถึงผลกระทบจากการทำอะไรตามแต่ใจของตัวเอง ซึ่งในหนังนั้นซึ้งแค่ไหนคุณต้องลองชมดู เพราะ ฟาสส์เบนเดอร์ กับ วิกันเดอร์ ก็มาตกหลุมรักกันระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้นั่นเอง แสดงให้เห็นถึงความอินในบทบาทของพวกเขาทั้งคู่จนทำให้เราอดคล้อยตามไปไม่ได้ แต่น่าเศร้าที่ตัวหนัง The Light Between Oceans เองไม่สามารถสะกดคนดูให้ประทับใจไปกับมันได้