The Space Between Us การเดินทางแห่งรักของคนสองคนระหว่างดวงดาว [Review]

The Space Between Us ความรัก กับ ระยะทาง [ Review Free ]

ดูจากโปสเตอร์และ ตัวอย่างหนัง The Space Between Us เราคงพอจะทราบกันว่า เป็น หนังอวกาศ ที่มีเรื่องของความรักเข้ามาเกี่ยวพัน ซึ่งมีการใช้รูปแบบของตำนานรักแวมไพร์ มนุษย์หมาป่า การเดินทางข้ามเวลา รวมถึงดินแดนในอุดมคติของโลกอนาคต เข้ามาผสมผสาน และนำมาบางอย่างใช้เป็นอุปสรรคความรักของคู่หนุ่มสาววัยรุ่น ฟังดูแล้วอาจจะรู้สึกอยากเบือนหน้าหนี แต่ความเป็นไซไฟของหนัง มาปรับให้เข้ากับเรื่องเศร้าเคล้าน้ำตา ก็ดูเป็นสิ่งที่น่าติดตามอยู่เหมือนกัน

The Space Between Us
The Space Between Us

การ์ดเนอร์ (เอซ่า บัตเตอร์ฟิลด์) หนุ่มอัจฉริยะวัย 16 ปี เขาอาศัยอยู่ในโคโลนี มีชีวิตอยู่อย่างเหงา ๆ บนดาวอังคาร ระหว่างที่อยู่ที่นั่น เขาได้แชตคุยอยู่กับคนนึงที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลก เธอชื่อว่า ทัลซ่า (บริตต์ โรเบิร์ตสัน) ซึ่งเธอเป็นเหตุผลที่ทำให้การ์ดเนอร์อยากจะเดินทางออกจากดาวอังคาร เพื่อไปพบเธอบนโลกใบนั้น
แต่เรื่องคงไม่ง่ายแบบนั้น แน่นอนว่าย่อมต้องมีอุปสรรค ผลจากการคลอดที่ไม่สมบูรณ์เมื่อตอนที่การ์ดเนอร์เกิดบนดาวอังคาร การคลอดครั้งนั้นทำให้แม่ของเขาเสียชีวิต และส่งผลให้อวัยวะบางชิ้นส่วน เช่น หัวใจ ที่ไม่เหมาะกับการดำรงชีวิตอยู่บนโลกนัก ทำให้เขาไม่เคยไปที่โลกเลยสักครั้งเดียวเพราะมันเสี่ยงเกินไป

The Space Between Us
The Space Between Us

อย่างไรก็ตาม เขาก็ได้อนุมัติให้เดินทางไปยังโลก เนื่องจากมีคนที่ต้องการศึกษาผลกระทบจากการใช้ชีวิตนอกอวกาศอยู่พอดี เขาก็เลยได้ออกเดินทาง และเมื่อไปถึงพ่อหนุ่มของเราก็รีบตรงดิ่งไปหาทัลซ่า สาวที่เขาอยากเจอทันที ทั้งสองออกเดินทางไปตามท้องถนนที่แสนยาวไกล สิ่งดี ๆ ที่มีให้เห็นในเรื่อง คงเป็นการแสดงของเจ้าหนุ่มบัตเตอร์ฟิลด์ ที่เล่นเป็นวัยรุ่นที่ดูเปิ่น ๆ ดูงุ่มง่าม เข้ากันกับคาแรคเตอร์ของตัวละครดี แต่ภาพรวมเรื่องราวในหลาย ๆ ช่วงอาจจะดูแล้วรู้สึกว่ามันไม่ค่อยเมคเซ้นส์ไปบ้าง ซึ่งมันทำให้หนังไปได้ไม่สุดอย่างที่ควรจะเป็น

สามารถติดตามหนัง ดูตัวอย่างหนัง หรือ ดูหนัง เต็มเรื่อง ได้ที่ HDmoviesth

 

ขอบคุณข้อมูล : rollingstone.com/movies/reviews/the-space-between-us-movie-review-w464039

รีวิว ‘ Southside With You ‘ : โรแมนติก อินดี้ เมื่อครั้งที่บารัคเจอกับมิเชลล์ใหม่ ๆ

Southside With You

Southside with You (2016)

สุดยอดหนัง ที่ย้อนรำลึกถึงเดทแรกของอดีตคู่ สามี ภรรยา หมายเลข 1 ซึ่งทำให้คุณต้องกลับไปคิดถึงเรื่องราวที่เป็นจุดเริ่มต้นของโอบาม่าอีกครั้ง

นี่คือหนังเดทแห่งปี Southside With You ได้ย้อนไปยังตอนหน้าร้อนที่ ชิคาโก้ ปี 1989 ระหว่าง บารัค โอบาม่า ( พาร์เกอร์ ซอว์เยอร์ส ) ที่ตอนนั้นยังไม่เป็นที่รู้จัก กับ มิเชลล์ โรบินสัน ( ทิก้า ซัมพ์เตอร์ ) ซึ่งทั้ง ซอว์เยอร์ และ ซัมพ์เยอร์ ต่างก็แสดงได้อย่างสมบทบาท โดยที่ไม่จำเป็นต้องเลียนแบบบุคคลต้นฉบับทุกกระเบียดนิ้วแต่อย่างใด

โดย ริชาร์ด แทนน์ ที่นั่งแท่น ผู้เขียน – ผู้กำกับ เป็นครั้งแรก ถือว่าหลีกเลี่ยงวาระทางการเมืองเพื่อโฟกัสอยู่กับแค่ 2 นักกฏหมาย หนุ่ม สาว ที่กำลังเริ่มต้นชีวิตของตัวเองได้อย่างชาญฉลาด โดย มิเชลล์ ผู้ฉลาดเฉลียวยืนยันที่จะบอกกับ บารัค ว่า “นี่ไม่ใช่เดทครั้งแรก” โดยชายที่เธอเรียกในตอนแรกว่า “ เป็นพี่ชายที่พุดได้ไหลลื่น ” คือเพื่อนร่วมงานที่บริษัทนักกฎหมาย เธอตกลงที่จะไปกับเขาเพิ่งเพื่อจะไปเข้าร่วมประชุม ที่โบสถ์ เซาธ์ไซด์ ที่ ๆ ซึ่งคนผิวดำรวมตัวกันวางแผนจะสร้างศูนย์ชุมชนก็มา ซึ่ง บารัค ได้แนะนำว่าก่อนที่เข้าการประชุม ควรจะไปดูนิทรรศการของ เออร์นี่ บาร์นส์ จิตกรผิวดำ ที่สถาบันศิลปะ และอาจมีปิกนิกอาหารกลางวันก่อน โดยเธอก็ช่วยออกค่าอาหารด้วย

ตอนที่พวกเขาเดินก็เล่าเรื่องราวสมัยเด็ก ๆ และพูดถึงปัญหาของคนดำ แต่ตัวหนังก็ไม่ได้เยิ่นเย้อ แม้แต่ตอนที่ บารัค ที่พยายามจะหลบซ่อนพฤติกรรมการสูบซิการ์ของตัวเองจาก มิเชลล์ ได้กล่าวกับนักกิจกรรมชุมชน โดยมีฉาก ซอว์เยอร์ส ได้กล่าวคำปราศรัยเฉพาะประโยคเด็ด ๆเท่านั้น ซึ่งหนังเรื่องนี้มีสไตล์ที่คล้ายกับภาพยนตร์ไตรภาค ” Before ” ของ ริชาร์ด ลินเคเตอร์ มาก เรากำลังชมคน 2 คนที่กำลังคบหาดูใจกัน , ปะทะคารมกัน ( มิเชลล์ บอกว่า บารัค รู้น้อยมาก เกี่ยวกับเรื่องการเป็นผู้หญิงและคนดำในบริษัทนักกฎหมาย ) และตัดสินใจว่าพวกเขาจะทิ้งความตั้งใจของตัวเองเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายในชีวิตหรือไม่ ซึ่งหลังจากการประชุม พวกเขาได้ไปชมภาพยนตร์เรื่อง Do the Right Thing ของ สไปค์ ลี ซึ่งเป็นหนังที่ทำให้พวกเขาเกิดการพูดคุยกันเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงและความไม่รุนแรงในการแก้ปัญหา พวกเขายังไปซื้อไอศกรีม Baskin – Robbins และเกิดจูบแรกนอกร้านด้วย

ซึ่งฉากก็สวยงามตามท้องเรื่อง และไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามาล้างสมองผู้ชมด้วย ( แต่ถ้าเราชมภาพยนตร์เกี่ยวกับเดทแรก ระหว่าง ทรัมป์ กับ เมลาเนีย อาจจะเป็นเช่นนั้น ) แต่ Southside With You ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าดูหนังคู่รัก ที่แชร์ความคิดอันชาญฉลาดของทั้งคู่ออกมามากกว่า ต้องชม แทนน์ ที่เขียนบทพูดของ บารัค กับ มิเชลล์ ออกมาได้อ่อนโยนและเต็มไปด้วยความรู้สึก ทำให้เรารู้สึกได้ถึงเสน่ห์ของตัวละครที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับบุคคลต้นฉบับเป๊ะ ๆ

รีวิว ‘ Ben – Hur ‘ : เบนเฮอร์ 2016 สนุก หรือไม่ หรือเป็น หายนะของการรีเมค

benhur

Ben Hur 2016 เวอร์ชั่นล่าสุดของมหากาพย์ เบนเฮอร์ ที่ไม่มีอะไรใหม่

ดูเหมือนว่าภาพยนตร์รีเมค Ben Hur ที่ออกมาช่วงซัมเมอร์เรื่องนี้ จะไม่สามารถเทียบกับเวอร์ชั่นก่อนหน้าที่กำกับโดย วิลเลี่ยม ไวเลอร์ ที่ทำไว้เมื่อปี 1959 และคว้ารางวัลออสการ์ ได้ถึง 11 รางวัล แม้กระทั่งเวอร์ชั่นหนังเงียบในปี 1925 ซึ่งในเวอร์ชั่นของปี 1959 นั้นทำให้ ชาร์ลตัน เฮนตัน ได้รับรางวัลออสการ์และทำให้เกิดฉากแอคชั่นบนรถม้าที่ติดตราตรึงใจคนทั่วโลก อย่างไรก็ตาม มาร์ค เบอร์เน็ตต์ และภรรยา โรม่า ดาวนี่ย์ สองผู้อำนวยการสร้างก็หวังจะผลักดันโปรเจ็กต์ของตัวเองอย่าง The Bible บนจอแก้ว และ Son of God ในโรงภาพยนตร์ต่อไป

โดย เบนเฮอร์ เวอร์ชั่นใหม่นี้ กำกับโดย ติมูร์ เบคมันเบตอฟ (Wanted) และนำแสดงโดย แจ็ค ฮัสตัน ( ที่ฉายแสงกับ Boardwalk Empire แต่มาตกอับกับเรื่องนี้ ) เช่นเดียวกับ เมสซาล่า ( โทบี้ เค็บเบลล์ ) พี่น้องต่างเลือดที่เป็นใหญ่เป็นโตใน อาณาจักร โรมัน แล้วทำการขังครอบครัวที่เลี้ยงดูไว้

ซึ่งในเวอร์ชั่น 1959 นั้นมีเรื่องเล่าหลังฉากอยู่ว่า ไวเลอร์ ต้องการให้ สตีเฟ่น บอยด์ ผู้แสดงเป็น เมสซาล่า ในตอนนั้นให้มีอารณ์แนวรักร่วมเพศกับ เบน เฮอร์ ซึ่งเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ไม่มีใครทราบได้ แต่เป็นไอเดียที่อร่อยมาก เพราะถ้ายึดตามเนื้อหาหนังสือวรรณกรรม Ben-Hur : A Tale of the Christ ของ ลิว วัลเลซ ที่แต่งขึ้นเมื่อปี 1880 แล้ว ในเวอร์ชั่นของปี 2016 จะมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับศาสนาคริสต์เข้าซะมากกว่า แม้ เบคมันเบตอฟ จะใช้ CG เข้ามาให้ฉากการต่อสู้มีชีวตชีวามากชึ้น แต่ก็หลีกเลี่ยงความจริงที่ว่าเวอร์ชั่นนี้เป็นแนวเทศนาโวหารมากกว่าเวอร์ชั่นเก่า โดยบทของตัวละครต่างก็น่าเบื่อ เพราะเน้นไปที่คำสอนมากเกินไปจนขนาดที่ไม่มีอรรถรส และจิตวิญญาณของหนัง จึงทำให้ครั้งนี้แย่ไปอย่างน่าเสียดาย

รีวิว Arrival : การเผชิญหน้ากับมนุษย์ต่างดาว แห่งยุค ที่ต่างจากหนังเอเลี่ยนบุกทุกเรื่องที่ผ่านมา

Arrival 2016

Arrival ผู้มาเยือน Drama Sci Fi Movie ควรดู

Amy Adams ทุ่มเทอย่างเต็มที่กับหนัง ดราม่า – ไซไฟ เชิงปรัชญา ว่าด้วยการสื่อสารกับผู้มาเยือนจากนอกโลก อย่าง Arrival

Amy Adams เป็นนักแสดงหญิงมากความสามารถ เธอทำให้เราเชื่อในบทบาทการแสดงที่เธอได้รับ ไม่ว่าจะเป็นใครหรือบทบาทอะไรก็ตาม และในภาพยนตร์ที่ทำให้คนดูเกิดความรู้สึกสับสนระคนสงสัย ซึ่งกำกับโดย Denis Villeneuve เรื่องนี้ Adams รับบทเป็นหญิงสาวที่สื่อสารกับเอเลี่ยน

Amy Adams
Amy Adams

Dr. Louise Banks ( รับบทโดย Amy Adams ) ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์ ที่ถูกเรียกตัวโดยผู้พัน Forest Whitaker ในนามของกองทัพสหรัฐฯ เพื่อติต่อกับสิ่งมีชีวิตที่เดินทางมาในยานอวกาศรูปไข่ที่บินวนอยู่เหนือพื้นที่ชนบทของรัฐ Montana แถมยังมียานของผู้มาเยือนอีก 11 ลำ บินวนอยู่เหนือสถานที่ต่างๆ ทั่วโลกอีกด้วย

หนังเรื่องนี้ถูกพูดถึงอย่างมากในแง่ของปรัชญาอันล้ำลึก อาจเป็นเพราะว่าเอเลี่ยนในเรื่องนี้ไม่เหมือนผู้บุกรุกที่โหดร้ายอย่างในเรื่อง War of the Worlds ( 2005 ) แต่ดูน่าสนใจเหมือนกับหนังเอเลี่ยนต้นฉบับอย่าง Close Encounter of the Third Kind ( 1977 ) ( จาก ผกก. Spielberg ทั้งสองเรื่อง )

arrival-movie
ผู้มาเยือน 2017

หากคุณเคยดูผลงานของ Villeneuve อย่างเรื่อง Sicario ( 2015 ) และ Prisoners ( 2013 ) คุณจะรู้ว่าเขาค่อยๆ ดึงคนดูให้เข้าไปอยู่กับหนังได้อย่างเหนียวแน่น และเรื่องนี้ก็ยังคงทำได้ดีเหมือนเดิม จากเรื่องสั้น Story of your Life ( 1998 ) ของ Ted Chaing สู่บทภาพยนตร์ A r r i v a l โดย Eric Heisserer ที่จะนำพาให้ Dr. Louise และนักฟิสิกส์ทฤษฎี Ian Donnelly ( รับบทโดย Jeremy Renner ) ไปค้นหาถึงวัตถุประสงค์ในการมาเยือนของ ‘heptapods’ ซึ่งเป็นชื่อที่ถูกตั้งขึ้นตามลักษณะของมัน ที่มีหนวดยาวๆ 7 เส้น

หนังทำให้ทำเราทึ่ง เมื่อ พระเอก นางเอก ของเราเข้าไปในยานอวกาศที่มีสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงและพยายามปฏิสัมพันธ์กับผู้มาเยือนที่อยู่หลังผนังกระจก เอเลี่ยนส่งเสียงเหมือนกับวาฬ แต่เมื่อ Louise สื่อสารกับมันด้วยคำภาษาอังกฤษ พวกมันก็ตอบกลับด้วยการพ่นหมึกเป็นวง Louise และ Ian ตั้งชื่อให้พวกมันว่า Abbott และ Costello ดูเป็นอารมณ์ขันเล็กๆ ที่แทรกอยู่ในหนังที่สร้างความรู้สึกกดดัน เมื่อมนุษย์ต้องรับมือกับสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวและสิ่งที่เรากลัว

arrival
ผู้มาเยือน

หนังโปรยเรื่องด้วยการบุกโลกของเอเลี่ยน ก่อนกลับกลายเป็นเรื่องราวของความรักและการสูญเสียลูกสาวของ Dr. Louise ด้วยฝีมือการแสดงของ นางเอกสาว Amy Adams ที่สื่ออารมณ์ความขัดแย้งผ่านทางสีหน้าได้เป็นอย่างดี และทำให้หนังเป็นที่น่าจดจำ ทั้ง Adams และ Villeneuve ต่างก็ช่วยกันทำให้เป็น ภาพยนตร์ ที่ประสบความสำเร็จได้อย่างสวยงาม

ข้อมูลอ้างอิง http://www.rollingstone.com/movies/reviews/peter-travers-arrival-movie-review-w449056

รีวิว ‘ The Hollars ‘ : รวมนักแสดงฝีมือดีใน หนังตลก ปน ดราม่า

The Hollars หนังรัก โรแมนติก หนังดี หนังออนไลน์ ที่ควรดู

จอห์น คราซินสกี้ ทั้งแสดง และ กำกับในภาพยนตร์ The Hollars เรื่องนี้ ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวที่ต้องรับมือกับแม่ที่ป่วยใกล้ตาย

The Hollars
หนังดราม่า โรแมนติก

ในฐานะนักแสดงและผู้กำกับ จอห์น คราซินสกี้ ได้พุ่งชนกับแนวหนังที่เฉพาะกลุ่มที่สุดในวงการ ภาพยนตร์ นั่นก็คือแนวครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งความแตกต่างอย่างใหญ่หลวงก็คือเขาได้ใส่มุกตลกไม่ธรรมดา และความเห็นอกเห็นใจเข้ากันได้อย่างลงตัว โดยพล็อตเรื่องนั้น ต้องยกเครดิตให้ผู้เขียนบทอย่าง จิม สเตราส์ ( ที่มีผลงานจากภาพยนตร์เรื่อง Grace Is Gone ) ที่ชงให้มาแนวทางนี้ โดย จอห์น ฮอลลาร์ ( คราซินสกี้ ) เป็นนักเขียนวรรณกรรมภาพที่อาศัยในแมนฮัตตันกับ เบ็คก้า ( แอนนา เคนดริก ) แฟนสาวที่เป็นดีไซเนอร์ออกแบบเสื้อผ้าให้สัตว์เลี้ยงที่กำลังตั้งครรภ์ ได้ถูกเรียกกลับไปบ้านด่วน เมื่อแม่ของเขา แซลลี่ ( มาร์โก มาร์ตินเดล ) ถูก ดร. ฟอง ( แรนเดลล์ พาร์ค ) วินิจฉัยว่าป่วย เป็นโรคเนื้องอกในสมอง

The Hollars
หนังรัก โรแมนติก

มันเป็นเรื่องช็อค สำหรับครอบครัว ซึ่งรวมถึงตัวจอห์นเอง รอย พี่ชายของเขา ( ชาร์ลโต้ คอปลี่ย์ ) และ ดอน พ่อของเขา ( ริชาร์ด เจนกิ้นส์ ) ถ้าคุณสังเกตผู้ชายครอบครัวนี้ให้ดี ๆ พวกเขาจะมีชื่อคล้องจองกันอย่าง ดอน , รอน และ จอห์น คุณสามารถมองเห็นได้ถึงความสนุกที่สอดแทรกอยู่ทั้งที่ควรจะเป็นเรื่องเศร้า บวกกับ ชาร์ลี เดย์ ที่แสดงเป็น เจสัน บุรุษพยาบาล ของแซลลี่ ที่แต่งงานกับ เกว็น ( แมรี่ อลิซาเบธ วินสเตด ) ที่เป็นอดีตแฟนเก่าของจอห์น ซึ่งยังคงแค้นจอห์นอยู่ และยังมี จอช โกรบาน ที่แสดงได้อย่างยอดเยี่ยมในบทของบาทหลวงหนุ่มที่อาศัยกับ สเตซี่ย์ ภรรยาเก่าของรอน ( แอชลี่ย์ ดุค ) ที่คอยกวนใจรอนอีกด้วย

The Hollars
หนังโรแมนติก

ความซับซ้อนที่คุ้นเคย แต่คุณได้สังเกตบรรดานักแสดงในเรื่องนี้หรือไม่ ? เพราะทั้งหมดคือบรรดาหัวกระทิที่ทำให้หนังมีความไหลลื่น ไม่ว่าจะเป็น คราซินสกี้ เอง หรือว่า คอปลี่ย์ รวมถึงมาร์ตินเดล ที่พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่าเธอสามารถรับบทอะไรก็ได้ ซึ่งจากการแสดงที่มีทั้งเสียงหัวเราะ และน้ำตา ทำให้ทุกคนเห็นว่าเธอคือหนึ่งในนักแสดงที่ดีที่สุดในโลก แล้วคุณจะรอช้าอยู่ใยล่ะ ? ต้องรีบหามาชมแล้ว

รีวิว ‘ The Light Between Oceans ‘ : จุดเริ่มต้นแห่งความรักของ ฟาสส์เบนเดอร์ & วิกันเดอร์

light_between_oceans

แสงสว่างที่กลางมหาสมุทร [ The Light Between Oceans ] 2016

แม้แต่ 2 ซูเปอร์ สตาร์ ฮอลลีวู้ด ยังไม่สามารถฉุด ภาพยนตร์ เรื่องนี้ให้มีชีวิตชีวาขึ้นมาได้

ดีเร็ค เซียนฟรานซ์ ได้ทำหนังเปลือยที่เข้าถึงอารมณ์หลายต่อหลายเรื่อง อย่าง Blue Valentine ปี 2010 ที่ นำเสนอในเรื่องของรักไม่สมหวัง และการแยกทางกัน และ The Place Beyond the Pines ในปี 2013 ที่เป็นมหากาพย์ของลูกชายกับพ่อ อย่างไรก็ตามการได้ชม The Light Between Oceans นั้นให้ความรู้สึกที่แตกต่างจาก 2 เรื่องดังกล่าว และพล็อตเรื่องดูเป็นเหตุเป็นผลมีความสมจริงน้อยกว่า เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วอ้างอิงจากนิยายขายดีในปี 2012 ของ M.L. Stedman

ซึ่งกับ ภาพยนตร์ ที่สร้างกับสตูดิโอใหญ่เรื่องแรกของเขานั้น ดูเหมือนว่า เซียนฟรานซ์ จะพึ่งเนื้อหาในหนังสือมากจนเกินไป โดยตามเนื้อเรื่องเป็นเรื่องราวความรักในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ระหว่างคนเฝ้าประภาคารที่ชื่อ ทอม เชอร์บอร์น ( ไมเคิล ฟาสส์เบนเดอร์ ) กับอิซาเบล ภรรยาของเขา ( อลิเซีย วิกันเดอร์ ) ที่ใช้ชีวิตอย่างสันโดษบนเกาะแจนิส แต่ชีวิตก็ได้เปลี่ยนไปเมื่อได้เจอกับเรือลำน้อยที่ลอยมาติดเกาะพร้อมกับศพของชายคนหนึ่งและเด็กหญิงตัวน้อยที่รอดชีวิต มันคืออุบัติเหตุทางทะเลงั้นหรือ? อิซาเบลไม่รู้ แต่เธอได้ขอทอมไม่ให้รายงานออกไป แล้วจัดการฝังศพชายที่เชื่อว่าเป็นพ่อของเด็กน้อยแล้วรับอุปการะเด็กไว้เป็นลูกของตัวพวกเขาเอง แม้ทอมจะยอมทำตามคำขอร้องของภรรยาแต่เขาก็ยังรู้สึกผิด จนกระทั่งมีแม่ม่ายในท้องที่นั้น ( ราเชล ไวซ์ ) อ้างว่าลูกเป็นของเธอและทอมคือคนที่ฆาตกรรมสามีของตน

เหตุการณ์ดังกล่าวเปรียบเสมือนพายุพัดเข้าประภาคารเลยก็ว่าได้ ( ซึ่งในภาพยนตร์ได้ถ่ายวิวสวย ๆ ของประเทศนิวซีแลนด์ไว้ด้วย ) โดยทอมและ อิซาเบล นั้นดูราวกับโดนโหมซัดท่ามกลางพายุอารมณ์ ซึ่งสะท้อนถึงผลกระทบจากการทำอะไรตามแต่ใจของตัวเอง ซึ่งในหนังนั้นซึ้งแค่ไหนคุณต้องลองชมดู เพราะ ฟาสส์เบนเดอร์ กับ วิกันเดอร์ ก็มาตกหลุมรักกันระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้นั่นเอง แสดงให้เห็นถึงความอินในบทบาทของพวกเขาทั้งคู่จนทำให้เราอดคล้อยตามไปไม่ได้ แต่น่าเศร้าที่ตัวหนัง The Light Between Oceans เองไม่สามารถสะกดคนดูให้ประทับใจไปกับมันได้

รีวิว ‘ Hands of Stone ‘ : หนังชีวิตประวัติของ โรแบร์โต้ ดูรัน ที่ไม่ได้เป็นแบบ Raging Bull

hands of stone

Hands of Stone (2016) หนังแอ็คชั่น ที่ควรดู

หนังที่สร้างจากชีวิตขึ้น ๆ ลง ๆ ของยอด นักชก กำปั้นหินชาว ปานามา ที่ โรเบิร์ต เดอ นีโร เล่นได้เด่นมาก ๆ หากสนใจชมตัวอย่างหนัง ภาพยนต์ ขอแนะนำเว็บไซต์ ดูหนัง action มีทั้งตัวอย่าง และหนังเต็มเรื่อง พากษ์ไทย ให้ชมฟรี

ภาพยนตร์ ที่เกี่ยวข้องกับหมัด ๆ มวย ๆ ทุกเรื่อง ยกเว้น Raging Bull มักจะเดินเรื่องไปในทิศทางเดียวกัน นั่นก็คือเริ่มต้นจากการเป็น ไก่รองบ่อน มาก่อนที่จะโด่งดังขึ้นมา จากนั้นก็เกิดปัญหาก่อนจะคัมแบ็คกลับมาได้สำเร็จ ดูอย่าง Rocky ไปจนถึง Creed เป็นตัวอย่างก็ได้ และหนังเรื่อง Hands of Stone ที่สร้างจากเรื่องจริงของ โรแบร์โต้ ดูรัน ( แสดงโดย เอ็ดการ์ รามิเรซ ) แชมป์รุ่น ไลท์เวท ช่วงทศวรรษที่ 1970 ก็ไม่ได้หนีจากแนวนั้นสักเท่าไหร่เลย แต่ โจนาธาน จาคูโบวิช ผู้เขียนบท และ กำกับ เป็นผู้เกิดใน เวเนซุเอล่า ก็รู้วิธีที่จะทำเรื่องราวให้แข็งแรงขึ้น และดึงสิ่งที่ดีที่สุดออกมาจากตัวนักแสดงได้

รามิเรซ ถือว่าแสดงได้อย่างยอดเยี่ยมในบทบาทของ ดูรัน ผู้เป็นนักสู้ข้างถนนจาก ปานามา โดยกำเนิด ที่บ่อยครั้ง ความเป็นคนอารมณ์ร้อนของเขา มักจะดึงสิ่งที่ดีที่สุดออกมา ซึ่งเสน่ห์ของเขาได้ไปสร้างความประทับใจให้กับ เฟลิซิดัด ( อนา เด อาร์มาส แห่ง War Dogs ) เด็กนักเรียนสาว ที่ต่อมาได้เป็นภรรยาของเขา อย่างไรก็ตามดูรันไม่ได้เป็นที่รักของทุกคน จนกระทั่ง โรเบิร์ต เดอ นีโร ที่เล่นเป็น เรย์ อาร์เซล เทรนเนอร์ ผู้ปลุกปั้นนักสู้พันธุ์ดิบ 18 คน เป็นแชมป์มาแล้ว ซึ่งเป็นอาร์เซลนี่เองที่ขัดเกลา ดูรัน และเป็นสอนให้เขาชกอย่างมีชั้นเชิงมากกว่าที่จะเป็นมวยวัดเหมือนเมื่อก่อน

ซึ่งในระหว่างยก อาร์เซล จะเป็นผู้หวีผมให้ ดูรัน ( ซึ่งมันกลายมาเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของพวกเขาในเวลาต่อมา ) เพื่อให้ฝั่งตรงข้ามคิดว่า ดูรัน ดูสดชื่นอยู่ตลอด ซึ่ง เดอ นีโร เป็นเหมือนตัวขับเคลื่อนหนังให้ดำเนินไปได้ แม้ในความเป็นจริง ดูรัน จะต้องชกใน 4 รุ่นที่แตกต่างกัน ( ไลท์เวท , เวลเตอร์เวท , ไลท์ มิดเดิ้ลเวท และ มิดเดิ้ลเวท ) แต่ในภาพยนตร์ได้โฟกัสไปที่แชมป์ปี 1980 ที่เจอกับ ชูการ์ เรย์ เลโอนาร์ด แชมป์ไร้พ่ายรุ่นวอลเตอร์เวทของ WBC ที่ยอมลดน้ำหนักลงถึง 15 ปอนด์ เพื่อมาชกด้วย โดยเลโอนาร์ดนั้นแสดงโดย อัชเชอร์ ซึ่งไฟท์ดังกล่าวได้ทำให้ ดูรัน กลายเป็นฮีโร่ของ ชาวปานามา นั่นเอง และนั่นทำไปสู่การทำน้ำหนักชกข้ามรุ่นและเริ่มขี้เกียจนั่นเอง