รีวิวหนัง Batman v Superman: Dawn of Justice 2016

หนังน่าดู Batman v Superman: Dawn of Justice แบทแมน ปะทะ ซูเปอร์แมน แสงอรุณแห่งยุติธรรม

ประเภทภาพยนตร์แนวแอคชั่น, ผจญภัย, แฟนตาซี กำกับโดย Zack Snyder ผลิตโดย Warner Bros. Pictures ศึกการต่อสู้ระหว่างสองซูเปอร์ฮีโร่ที่ทุกคนรู้จัก Batman และ Superman

Batman v Superman

ถึงแม้แฟนๆ บางส่วนถึงขั้นกังวลว่า ภาพตัวอย่างที่ปล่อยออกมาจากเกินไปอาจทำให้เสียอรรถรสในการชม แต่ ผู้กำกับ “แซค สไนเดอร์ (Zack Snyder)” ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์แล้วว่า ทุกภาพที่ทุกคนได้เห็นเป็นเพียงส่วนเล็กน้อยในภาพยนตร์เท่านั้น เพราะยังมีเนื้อหาในหนังอีกมากที่ทุกคนยังไม่รู้และไม่ได้ปรากฏในตัวอย่าง

โดยสำหรับ Batman v Superman: Dawn of Justice นี้ ถือเป็นการปะทะกันครั้งแรกของซูเปอร์ฮีโร่ฝั่ง DC ซึ่งได้พระเอกหนุ่ม “เบน แอฟเฟล็ก” เข้ามารับบท แบทแมน และ “เฮนรี่ คาวิล” มารับหน้าที่ในบท ซูเปอร์แมน อีกครั้ง และยังป็นการรวมตัวกันของเหล่าฮีโร่จาก DC เพื่อต่อสู้กับมหันตภัยที่ยิ่งใหญ่กับอสูรกายดูมเดย์ที่เราเห็นในตัวอย่าง ทั้ง วันเดอร์ วูแมน (รับบทโดย แกล กาด็อต), อควาแมน (รับบทโดย เจสัน โมมัว), ไซบอร์ก (รับบทโดย เรย์ ฟิสเชอร์), เดอะ แฟลช มนุษย์สายฟ้า (รับบทโดย เอซร่า มิลเลอร์) และที่ขาดไม่ได้ก็ดูจะเป็นตัวร้ายของเรื่อง อย่าง เล็กซ์ ลูเธอร์ (รับบทโดย เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก) ในมาดของมหาเศรษฐี นักธุรกิจระบบเครือข่ายช่วงที่ยังมีผมสีแดงอยู่บนหัว

Batman v Superman

เรื่องย่อ : สำหรับเรื่องราวการปะทะกันของ แบทแมน กับ ซูเปอร์แมน ครั้งนี้ จะคาบเกี่ยวมาจากซูเปอร์แมนในภาค Man of Steel โดยอ้างอิงเหตการณ์ต่อสู้ระหว่างซูเปอร์แมนกับนายพลซ็อต ที่สร้าางความเสียหายจนเมืองเมโทรโพลิสพังพินาศ

ซึ่งบังเอิญ บรูซ เวย์ หรือ แบทแมน ที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นได้เห็นถึงพลังอำนาจของซูเปอร์แมนที่เป็นได้ทั้งคุณและโทษ จนเมื่อเวลาผ่านไป 2 ปี ซูเปอร์แมน ในนามของ คลาร์ก เคนท์ ได้ทำงานเป็นนักข่าว และต้องการสืบหาตัวตนของ แบทแมน ชายลึกลับที่ตั้งตนเป็นศาลเตี้ยกำจัดวายร้ายนอกกฎหมาย
กระแสสังคมที่มีต่อซูเปอร์แมนผู้มีพลังเหนือมนุษย์ ได้แตกออกเป็น 2 ฝั่ง ผู้ที่นับถือเขาเปรียบดังพระเจ้าองค์ใหม่ และผู้คนที่หวาดระแวงในพลังของเขาที่มากเกินควบคุม
ความบาดหมางระหว่างแบทแมนกับซูเปอร์แมนที่ค่อยๆ รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ภัยคุกคามเบื้องหลังพวกเขาก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้มวลมนุษยชาติต้องตกอยู่ในอันตรายแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน…

และนี่จึงเป็นโอกาสให้เราได้พบกับการรวมตัวของเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ฝั่ง DC หลายตัวในภาพยนตร์เรื่องนี้ ทั้ง วันเดอร์ วูแมน, อควาแมน, ไซบอร์ก และ เดอะ แฟลช แม้จะยังไม่รู้ว่าบทสรุปของการปะทะกันครั้งนี้จะจบลงอย่างไร แต่รับรองได้ว่าการปะทะกันครั้งนี้ จะแตกต่างออกไปจากที่ทุกคนเคยพบมาแน่นอน…

Batman v Superman

ความคาดหวังทั้งจากแฟนดีซีเอง แฟนฮีโร่หรือแม้กระทั่งคนดูหนังทั่วไป แน่นอนว่าสูงมาก และยังได้ผกก.เจ้าเก่าจากหนังซุปก่อนหน้านี้มากำกับด้วย โดยเนื้อเรื่องจากตัวอย่างเล่าต่อเนื่องจาก Man of Steel แต่เป็นอีกมุมมองนึง เมื่อการต่อสู้ของซอดและซุปส่งผลกระทบทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องล้มตายเป็นจำนวนมาก และในจำนวนนั้นเองก็มีเหล่าลูกน้องและพนักงานของบรูซ เวย์น ทำให้เขาเองโกรธแค้นมาก และต้องการที่จะหาทางเพื่อโค้นล้มซุปเปอร์แมน เพื่อแก้แค้นด้วย

หลังจากที่ดูจบสิ่งแรกที่รู้สึกเลยคือ ทางวอร์เนอร์เดินหมากพลาดที่ปล่อยสิ่งที่อาจจะเซอร์ไพร์สคนดูอย่าง วอนเดอร์วูแมนก็ดี หรือตัวร้ายหลักของเรื่องอย่างดูมส์เดย์ก็ดี ซึ่งมันทำให้ตลอดหนังทั้งเรื่องขาดความเซอร์ไพร์สในส่วนนี้ไป แถมด้วยความยาวของหนังซึ่งนานพอสมควร แต่ตัวผกก.เหมือนพยายามที่จะเล่าหลายๆสิ่งหลายๆอย่างเพื่อปูไปยังจัสติซลีกมากเกินไป จนไม่รู้ว่าตกลงหนังเรื่องนี้จะเล่าอะไรกันแน่ !?

และที่ชัดเจนที่สุดคือแซ็ค ชไนเดอร์เองเหมือนจะลืมไปว่า title ของหนังคือ Batman v Superman แต่กลับรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้ปะทะกันมากเท่าไหร่นัก ซีนปะทะหลายต่อหลายซีนถูกเผยให้เห็นเกือบหมดแล้วในตัวอย่างนั่นทำให้หนังเองค่อนข้างล้มเหลวเป็นอย่างมาก ยิ่งในช่วงต้นเรื่องที่พยายามปูหลายสิ่งหลายอย่างจนน่าเบื่อ เพราะขาดความกระชับ และเต็มไปด้วยข้อมูลมากมาย จนทำให้คนดูหลุดโฟกัสจากหนังไปได้ ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะว่าพล็อตหลักไม่แข็งแรง ซับพล็อตที่มากไป รวมไปถึงการตัดต่อที่แย่ทำให้อรรถรสในการติดตามช่วงต้น-กลางเรื่องนั้นล้มเหลว

แต่ส่วนที่หนังน่าจดจำนั้นกลับเป็นส่วนที่ผิดคาดนั่นก็คือทีมนักแสดง โดยเฉพาะ เบ็น แอ็ฟเฟล็ก ในบทบาทแบทแมน และ เจเรมี่ ไอรอนส์ ในบทบาทอัลเฟร็ดนั้น ออกมาดีมาก ใครที่เคยเล่นเกมแบทแมน (โดยเฉพาะ arkham) อาจจะได้เห็นซีนเจ๋งๆระหว่างสองคนนี้อยู่บ้าง

โดยรวมแล้ว Batman v Superman ค่อนข้างน่าผิดหวัง อาจจะเพราะว่าคาดหวังไว้กับเรื่องนี้มากๆ แต่อาจจะเป็นเพราะตัวผกก.แซ็คเองอาจจะไม่เพียงพอในการแบกหนังสเกลใหญ่แบบนี้ไว้ ทำให้ภาพรวมหนังค่อนข้างน่าเบื่อ และน่าเสียดายที่ออกมาไม่ดีเท่าที่ควร

ติดตามอ่าน รีวิวหนัง ใหม่ หนังเก่า ได้ที่นี่ อย่าพลาด !!

เครดิต : metalbridges.com, thaiware.com

[ รีวิว ] Free Fire 2016 ขีปนาวุธสุดระทึกจากเหล่าวายร้าย

หนังปี 2016 ตื่นเต้นไปกับหนังเรื่อง Free Fire สนุกพร้อม ๆ กัน

Free Fire เรียกได้ว่าเป็นหนังเด็ดของปี 2016 อีกเรื่องหนึ่งก็ว่าได้โดยมีชายที่คิดว่าหัวดีอยู่คนหนึ่ง บอกว่า ทุกคนอยากให้เขาทำหนังที่มีผู้หญิงกับปืน คนหัวดีที่ว่าก็คือผู้กำกับชาวอังกฤษ ที่ชื่อ เบน วีตลีย์ เขาก็ไม่ปล่อยให้แฟนหนังต้องรอนาน ดูเหมือนจะเป็นการพูดเล่น ๆ ของเจ้าคนหัวดีคนนั้น แต่เบนก็เริ่มทำงานนี้อย่างจริงจัง โดยเริ่มเซ็ตเรื่องราวและฉากต่าง ๆ ให้ดูเหมือนอยู่ในบอสตัน สหรัฐฯ ในช่วงยุค 1970

Free Fire 2016
Free Fire 2016

เรื่องราวเริ่มจากการเจอกันของคน 2 กลุ่ม ที่กำลังทำการซื้อขายปืนในบ้านร้างแห่งหนึ่ง กลุ่มคนชาวไอริชต้องการที่จะซื้อปืนแอสซอลต์ ไรเฟิลกลับบ้าน ฝ่ายที่ต้องการขายก็โอเคกับเรื่องนี้ ก็แลกเปลี่ยนเงินตรากับปืนที่มีอยู่ แต่ก็มีคำด่าทอผสมเข้ามาด้วย ดูเป็นช่วงที่น่าอึดอัดอยู่ไม่น้อย แล้วสุดท้ายการสาดกระสุนใส่กันก็เกิดขึ้น หลายคนคงไม่เคยเห็นหนังที่มีการดวลปืนแบบในเรื่องมาก่อน ยิงแลกใส่กันไม่ยั้งโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่าย ๆ คุณคิดว่าจะได้ดูความมันส์แบบนี้นานสักแค่ไหนกัน ? สักชั่วโมงนึงมั้ง ? โอเค ยินดีด้วย พอจะตอบได้ใกล้เคียงอยู่ แต่อันที่จริงบอกได้เลยว่าตลอดความยาวของหนัง 1 ชั่วโมง 30 นาที นั้นดุเดือดมากจนแทบไม่อยากจะกระพริบตา ฟรี ไฟร์ เป็นหนังมี่วีทลีย์ทำได้ดีสมราคา ต้องยกความดีความชอบให้กับมาร์ติน สกอร์เซเซ่ โปรดิวเซอร์ของเรื่องนี้ด้วยส่วนหนึ่ง ส่วนภาพรวมของหนังดูเหมือนทุก ๆ คนในเรื่องจะตกเป็นเป้าหมายกันทั้งหมด จะดุเดือดแค่ไหน ใครจะอยู่ใครจะไป อย่ารอช้ากันเลยดีกว่า ออกไปชมการดวลเดือดครั้งนี้ด้วยสายตาของคุณเอง

 Source : rollingstone.com/movies/reviews/free-fire- movie-review- here-comes- the-guns-w477094

รีวิว Doctor Strange [Review] คุณหมอฮีโร่ หนังใหม่ 2016

Doctor Strange คุณหมอ ฮีโร่ หล่อ เท่ หัวใจแกร่ง

สร้างปรากฎการณ์ใหม่ขึ้นมา Doctor Strange โดย “ เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบช ” ร่ายมนต์เวทมนต์มหัศจรรย์แห่ง Marvel และเรื่องราวต้นกำเนิดของเขา จากหนังสือการ์ตูน เข้ามาสู่จอขนาดใหญ่

DoctorStrange
DoctorStrange

สิ่งที่ทำให้ “ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ” เป็น “ Iron Man ” และ “ ไรอัน เรย์โนลด์ ” เป็น “ Deadpool ” ก็คือสิ่งที่ทำให้ “เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบช” เป็น “ Doctor Strange ” นักแสดงชาวอังกฤษ สำเนียงอเมริกัน ต่างจากใน “ Sherlock ” หรือ “ Hamlet ” พลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ภาพยนตร์ของ Marvel ที่กำกับโดย “ สกอตต์ เดร์ริกสัน ” จาก “ Deliver Us from Evil ” “ Sinister ” และ “ The Exorcism of Emily Rose ” อีกหนึ่งจุดเด่นของตัวหนังคืองานวิชวลเอฟเฟกต์สุดตื่นตา ที่ไม่เคยเห็นมานานตั้งแต่เรื่อง “ The Matrix ” และ “ Inception ” ยิ่งถ้าดูเป็น IMAX 3D ได้จะดีมาก ๆ พลังการแสดงของ “ คัมเบอร์แบช ” จะทำให้สิ่งคุณคาดหวัง กับจินตนาการในหนังสือการ์ตูนเป็นจริงขึ้นมา

doctorstrange
doctorstrange

“ สตีเฟ่น เสตรนจ์ ” เป็นหมอศัลยแพทย์ทางประสาทฝีมือดีคนหนึ่ง ที่มีอีโก้สูง เขาจะไม่รักษาผู้ป่วยที่เขาคิดว่าเขาไม่สามารถรักษาได้ “ เรเชล แม็คอดัมส์ ” แสดงเป็นเป็น “ คริสติน พาลเมอร์ ” แพทย์หญิงที่หลงรักเขา แม้ “ เสตรนจ์ ” จะไม่มีความโรแมนติกซะเลย ในค่ำคืนหนึ่ง “ เสตรนจ์ ” ส่งข้อความขณะขับรถ ทำให้แลมโบกินีที่เขาขับอยู่ประสบอุบัติเหตุ ส่งผลให้เขาสูญเสียมือข้างถนัดจากอุบัติเหตุนั้น

Doctor-Strange-Movie
Doctor-Strange-Movie

แต่แล้วนี่กลับเป็นจุดเริ่มต้นของความสามารถด้านใหม่ที่เหนือความเชื่อของ วิทยาศาสตร์ เมื่อเขาได้พบกับ “ Ancient One ” ซึ่งรับบทโดย “ทิลดา สวินตัน” ผู้วิเศษ ณ ดินแดนห่างไกลในทิเบต และ “ ชิเวเทล เอ็จอิโอฟอร์ ” แสดงโดย “ Mordo ” ที่ทำให้เขาเข้าสู่โลกเร้นลับของพลังแห่งจักระ ในห้วงศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความพิศวง จนเป็นที่มาของมือข้างใหม่และพลังเวทมนต์แบบที่ทั้งชีวิตเขาไม่เคยเชื่อมาก่อน “ คัมเบอร์แบช ” “ สวินตัน ” และ “ เอ็จอิโอฟอร์ ” ทำให้ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมขึ้นผสมผสานกับซาวน์ดนตรีของ “ ไมเคิล ยาคิชิโน ”

“ ดร.สเตรนจ์ ” มีความเป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ ของ Marvel มีความเฉพาะ แสง สี และสเปเชียลเอฟเฟคตระการตา ตัวละคร “ เสตรนจ์ ” เป็นตัวละครที่ “ คัมเบอร์แบช ” แสดงได้เข้าถึงบทบาทมาก ๆ รอดูจนจบ end credits คุณจะเห็นฉากพิเศษที่ “ เสตรนจ์ ” เข้าไปอยู่ในโลกของกลุ่ม “ Avengers ”

รีวิว ‘ Ben – Hur ‘ : เบนเฮอร์ 2016 สนุก หรือไม่ หรือเป็น หายนะของการรีเมค

benhur

Ben Hur 2016 เวอร์ชั่นล่าสุดของมหากาพย์ เบนเฮอร์ ที่ไม่มีอะไรใหม่

ดูเหมือนว่าภาพยนตร์รีเมค Ben Hur ที่ออกมาช่วงซัมเมอร์เรื่องนี้ จะไม่สามารถเทียบกับเวอร์ชั่นก่อนหน้าที่กำกับโดย วิลเลี่ยม ไวเลอร์ ที่ทำไว้เมื่อปี 1959 และคว้ารางวัลออสการ์ ได้ถึง 11 รางวัล แม้กระทั่งเวอร์ชั่นหนังเงียบในปี 1925 ซึ่งในเวอร์ชั่นของปี 1959 นั้นทำให้ ชาร์ลตัน เฮนตัน ได้รับรางวัลออสการ์และทำให้เกิดฉากแอคชั่นบนรถม้าที่ติดตราตรึงใจคนทั่วโลก อย่างไรก็ตาม มาร์ค เบอร์เน็ตต์ และภรรยา โรม่า ดาวนี่ย์ สองผู้อำนวยการสร้างก็หวังจะผลักดันโปรเจ็กต์ของตัวเองอย่าง The Bible บนจอแก้ว และ Son of God ในโรงภาพยนตร์ต่อไป

โดย เบนเฮอร์ เวอร์ชั่นใหม่นี้ กำกับโดย ติมูร์ เบคมันเบตอฟ (Wanted) และนำแสดงโดย แจ็ค ฮัสตัน ( ที่ฉายแสงกับ Boardwalk Empire แต่มาตกอับกับเรื่องนี้ ) เช่นเดียวกับ เมสซาล่า ( โทบี้ เค็บเบลล์ ) พี่น้องต่างเลือดที่เป็นใหญ่เป็นโตใน อาณาจักร โรมัน แล้วทำการขังครอบครัวที่เลี้ยงดูไว้

ซึ่งในเวอร์ชั่น 1959 นั้นมีเรื่องเล่าหลังฉากอยู่ว่า ไวเลอร์ ต้องการให้ สตีเฟ่น บอยด์ ผู้แสดงเป็น เมสซาล่า ในตอนนั้นให้มีอารณ์แนวรักร่วมเพศกับ เบน เฮอร์ ซึ่งเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ไม่มีใครทราบได้ แต่เป็นไอเดียที่อร่อยมาก เพราะถ้ายึดตามเนื้อหาหนังสือวรรณกรรม Ben-Hur : A Tale of the Christ ของ ลิว วัลเลซ ที่แต่งขึ้นเมื่อปี 1880 แล้ว ในเวอร์ชั่นของปี 2016 จะมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับศาสนาคริสต์เข้าซะมากกว่า แม้ เบคมันเบตอฟ จะใช้ CG เข้ามาให้ฉากการต่อสู้มีชีวตชีวามากชึ้น แต่ก็หลีกเลี่ยงความจริงที่ว่าเวอร์ชั่นนี้เป็นแนวเทศนาโวหารมากกว่าเวอร์ชั่นเก่า โดยบทของตัวละครต่างก็น่าเบื่อ เพราะเน้นไปที่คำสอนมากเกินไปจนขนาดที่ไม่มีอรรถรส และจิตวิญญาณของหนัง จึงทำให้ครั้งนี้แย่ไปอย่างน่าเสียดาย

รีวิว ‘ Hands of Stone ‘ : หนังชีวิตประวัติของ โรแบร์โต้ ดูรัน ที่ไม่ได้เป็นแบบ Raging Bull

hands of stone

Hands of Stone (2016) หนังแอ็คชั่น ที่ควรดู

หนังที่สร้างจากชีวิตขึ้น ๆ ลง ๆ ของยอด นักชก กำปั้นหินชาว ปานามา ที่ โรเบิร์ต เดอ นีโร เล่นได้เด่นมาก ๆ หากสนใจชมตัวอย่างหนัง ภาพยนต์ ขอแนะนำเว็บไซต์ ดูหนัง action มีทั้งตัวอย่าง และหนังเต็มเรื่อง พากษ์ไทย ให้ชมฟรี

ภาพยนตร์ ที่เกี่ยวข้องกับหมัด ๆ มวย ๆ ทุกเรื่อง ยกเว้น Raging Bull มักจะเดินเรื่องไปในทิศทางเดียวกัน นั่นก็คือเริ่มต้นจากการเป็น ไก่รองบ่อน มาก่อนที่จะโด่งดังขึ้นมา จากนั้นก็เกิดปัญหาก่อนจะคัมแบ็คกลับมาได้สำเร็จ ดูอย่าง Rocky ไปจนถึง Creed เป็นตัวอย่างก็ได้ และหนังเรื่อง Hands of Stone ที่สร้างจากเรื่องจริงของ โรแบร์โต้ ดูรัน ( แสดงโดย เอ็ดการ์ รามิเรซ ) แชมป์รุ่น ไลท์เวท ช่วงทศวรรษที่ 1970 ก็ไม่ได้หนีจากแนวนั้นสักเท่าไหร่เลย แต่ โจนาธาน จาคูโบวิช ผู้เขียนบท และ กำกับ เป็นผู้เกิดใน เวเนซุเอล่า ก็รู้วิธีที่จะทำเรื่องราวให้แข็งแรงขึ้น และดึงสิ่งที่ดีที่สุดออกมาจากตัวนักแสดงได้

รามิเรซ ถือว่าแสดงได้อย่างยอดเยี่ยมในบทบาทของ ดูรัน ผู้เป็นนักสู้ข้างถนนจาก ปานามา โดยกำเนิด ที่บ่อยครั้ง ความเป็นคนอารมณ์ร้อนของเขา มักจะดึงสิ่งที่ดีที่สุดออกมา ซึ่งเสน่ห์ของเขาได้ไปสร้างความประทับใจให้กับ เฟลิซิดัด ( อนา เด อาร์มาส แห่ง War Dogs ) เด็กนักเรียนสาว ที่ต่อมาได้เป็นภรรยาของเขา อย่างไรก็ตามดูรันไม่ได้เป็นที่รักของทุกคน จนกระทั่ง โรเบิร์ต เดอ นีโร ที่เล่นเป็น เรย์ อาร์เซล เทรนเนอร์ ผู้ปลุกปั้นนักสู้พันธุ์ดิบ 18 คน เป็นแชมป์มาแล้ว ซึ่งเป็นอาร์เซลนี่เองที่ขัดเกลา ดูรัน และเป็นสอนให้เขาชกอย่างมีชั้นเชิงมากกว่าที่จะเป็นมวยวัดเหมือนเมื่อก่อน

ซึ่งในระหว่างยก อาร์เซล จะเป็นผู้หวีผมให้ ดูรัน ( ซึ่งมันกลายมาเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของพวกเขาในเวลาต่อมา ) เพื่อให้ฝั่งตรงข้ามคิดว่า ดูรัน ดูสดชื่นอยู่ตลอด ซึ่ง เดอ นีโร เป็นเหมือนตัวขับเคลื่อนหนังให้ดำเนินไปได้ แม้ในความเป็นจริง ดูรัน จะต้องชกใน 4 รุ่นที่แตกต่างกัน ( ไลท์เวท , เวลเตอร์เวท , ไลท์ มิดเดิ้ลเวท และ มิดเดิ้ลเวท ) แต่ในภาพยนตร์ได้โฟกัสไปที่แชมป์ปี 1980 ที่เจอกับ ชูการ์ เรย์ เลโอนาร์ด แชมป์ไร้พ่ายรุ่นวอลเตอร์เวทของ WBC ที่ยอมลดน้ำหนักลงถึง 15 ปอนด์ เพื่อมาชกด้วย โดยเลโอนาร์ดนั้นแสดงโดย อัชเชอร์ ซึ่งไฟท์ดังกล่าวได้ทำให้ ดูรัน กลายเป็นฮีโร่ของ ชาวปานามา นั่นเอง และนั่นทำไปสู่การทำน้ำหนักชกข้ามรุ่นและเริ่มขี้เกียจนั่นเอง