รีวิวหนัง Batman v Superman: Dawn of Justice 2016

หนังน่าดู Batman v Superman: Dawn of Justice แบทแมน ปะทะ ซูเปอร์แมน แสงอรุณแห่งยุติธรรม

ประเภทภาพยนตร์แนวแอคชั่น, ผจญภัย, แฟนตาซี กำกับโดย Zack Snyder ผลิตโดย Warner Bros. Pictures ศึกการต่อสู้ระหว่างสองซูเปอร์ฮีโร่ที่ทุกคนรู้จัก Batman และ Superman

Batman v Superman

ถึงแม้แฟนๆ บางส่วนถึงขั้นกังวลว่า ภาพตัวอย่างที่ปล่อยออกมาจากเกินไปอาจทำให้เสียอรรถรสในการชม แต่ ผู้กำกับ “แซค สไนเดอร์ (Zack Snyder)” ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์แล้วว่า ทุกภาพที่ทุกคนได้เห็นเป็นเพียงส่วนเล็กน้อยในภาพยนตร์เท่านั้น เพราะยังมีเนื้อหาในหนังอีกมากที่ทุกคนยังไม่รู้และไม่ได้ปรากฏในตัวอย่าง

โดยสำหรับ Batman v Superman: Dawn of Justice นี้ ถือเป็นการปะทะกันครั้งแรกของซูเปอร์ฮีโร่ฝั่ง DC ซึ่งได้พระเอกหนุ่ม “เบน แอฟเฟล็ก” เข้ามารับบท แบทแมน และ “เฮนรี่ คาวิล” มารับหน้าที่ในบท ซูเปอร์แมน อีกครั้ง และยังป็นการรวมตัวกันของเหล่าฮีโร่จาก DC เพื่อต่อสู้กับมหันตภัยที่ยิ่งใหญ่กับอสูรกายดูมเดย์ที่เราเห็นในตัวอย่าง ทั้ง วันเดอร์ วูแมน (รับบทโดย แกล กาด็อต), อควาแมน (รับบทโดย เจสัน โมมัว), ไซบอร์ก (รับบทโดย เรย์ ฟิสเชอร์), เดอะ แฟลช มนุษย์สายฟ้า (รับบทโดย เอซร่า มิลเลอร์) และที่ขาดไม่ได้ก็ดูจะเป็นตัวร้ายของเรื่อง อย่าง เล็กซ์ ลูเธอร์ (รับบทโดย เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก) ในมาดของมหาเศรษฐี นักธุรกิจระบบเครือข่ายช่วงที่ยังมีผมสีแดงอยู่บนหัว

Batman v Superman

เรื่องย่อ : สำหรับเรื่องราวการปะทะกันของ แบทแมน กับ ซูเปอร์แมน ครั้งนี้ จะคาบเกี่ยวมาจากซูเปอร์แมนในภาค Man of Steel โดยอ้างอิงเหตการณ์ต่อสู้ระหว่างซูเปอร์แมนกับนายพลซ็อต ที่สร้าางความเสียหายจนเมืองเมโทรโพลิสพังพินาศ

ซึ่งบังเอิญ บรูซ เวย์ หรือ แบทแมน ที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นได้เห็นถึงพลังอำนาจของซูเปอร์แมนที่เป็นได้ทั้งคุณและโทษ จนเมื่อเวลาผ่านไป 2 ปี ซูเปอร์แมน ในนามของ คลาร์ก เคนท์ ได้ทำงานเป็นนักข่าว และต้องการสืบหาตัวตนของ แบทแมน ชายลึกลับที่ตั้งตนเป็นศาลเตี้ยกำจัดวายร้ายนอกกฎหมาย
กระแสสังคมที่มีต่อซูเปอร์แมนผู้มีพลังเหนือมนุษย์ ได้แตกออกเป็น 2 ฝั่ง ผู้ที่นับถือเขาเปรียบดังพระเจ้าองค์ใหม่ และผู้คนที่หวาดระแวงในพลังของเขาที่มากเกินควบคุม
ความบาดหมางระหว่างแบทแมนกับซูเปอร์แมนที่ค่อยๆ รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ภัยคุกคามเบื้องหลังพวกเขาก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้มวลมนุษยชาติต้องตกอยู่ในอันตรายแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน…

และนี่จึงเป็นโอกาสให้เราได้พบกับการรวมตัวของเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ฝั่ง DC หลายตัวในภาพยนตร์เรื่องนี้ ทั้ง วันเดอร์ วูแมน, อควาแมน, ไซบอร์ก และ เดอะ แฟลช แม้จะยังไม่รู้ว่าบทสรุปของการปะทะกันครั้งนี้จะจบลงอย่างไร แต่รับรองได้ว่าการปะทะกันครั้งนี้ จะแตกต่างออกไปจากที่ทุกคนเคยพบมาแน่นอน…

Batman v Superman

ความคาดหวังทั้งจากแฟนดีซีเอง แฟนฮีโร่หรือแม้กระทั่งคนดูหนังทั่วไป แน่นอนว่าสูงมาก และยังได้ผกก.เจ้าเก่าจากหนังซุปก่อนหน้านี้มากำกับด้วย โดยเนื้อเรื่องจากตัวอย่างเล่าต่อเนื่องจาก Man of Steel แต่เป็นอีกมุมมองนึง เมื่อการต่อสู้ของซอดและซุปส่งผลกระทบทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องล้มตายเป็นจำนวนมาก และในจำนวนนั้นเองก็มีเหล่าลูกน้องและพนักงานของบรูซ เวย์น ทำให้เขาเองโกรธแค้นมาก และต้องการที่จะหาทางเพื่อโค้นล้มซุปเปอร์แมน เพื่อแก้แค้นด้วย

หลังจากที่ดูจบสิ่งแรกที่รู้สึกเลยคือ ทางวอร์เนอร์เดินหมากพลาดที่ปล่อยสิ่งที่อาจจะเซอร์ไพร์สคนดูอย่าง วอนเดอร์วูแมนก็ดี หรือตัวร้ายหลักของเรื่องอย่างดูมส์เดย์ก็ดี ซึ่งมันทำให้ตลอดหนังทั้งเรื่องขาดความเซอร์ไพร์สในส่วนนี้ไป แถมด้วยความยาวของหนังซึ่งนานพอสมควร แต่ตัวผกก.เหมือนพยายามที่จะเล่าหลายๆสิ่งหลายๆอย่างเพื่อปูไปยังจัสติซลีกมากเกินไป จนไม่รู้ว่าตกลงหนังเรื่องนี้จะเล่าอะไรกันแน่ !?

และที่ชัดเจนที่สุดคือแซ็ค ชไนเดอร์เองเหมือนจะลืมไปว่า title ของหนังคือ Batman v Superman แต่กลับรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้ปะทะกันมากเท่าไหร่นัก ซีนปะทะหลายต่อหลายซีนถูกเผยให้เห็นเกือบหมดแล้วในตัวอย่างนั่นทำให้หนังเองค่อนข้างล้มเหลวเป็นอย่างมาก ยิ่งในช่วงต้นเรื่องที่พยายามปูหลายสิ่งหลายอย่างจนน่าเบื่อ เพราะขาดความกระชับ และเต็มไปด้วยข้อมูลมากมาย จนทำให้คนดูหลุดโฟกัสจากหนังไปได้ ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะว่าพล็อตหลักไม่แข็งแรง ซับพล็อตที่มากไป รวมไปถึงการตัดต่อที่แย่ทำให้อรรถรสในการติดตามช่วงต้น-กลางเรื่องนั้นล้มเหลว

แต่ส่วนที่หนังน่าจดจำนั้นกลับเป็นส่วนที่ผิดคาดนั่นก็คือทีมนักแสดง โดยเฉพาะ เบ็น แอ็ฟเฟล็ก ในบทบาทแบทแมน และ เจเรมี่ ไอรอนส์ ในบทบาทอัลเฟร็ดนั้น ออกมาดีมาก ใครที่เคยเล่นเกมแบทแมน (โดยเฉพาะ arkham) อาจจะได้เห็นซีนเจ๋งๆระหว่างสองคนนี้อยู่บ้าง

โดยรวมแล้ว Batman v Superman ค่อนข้างน่าผิดหวัง อาจจะเพราะว่าคาดหวังไว้กับเรื่องนี้มากๆ แต่อาจจะเป็นเพราะตัวผกก.แซ็คเองอาจจะไม่เพียงพอในการแบกหนังสเกลใหญ่แบบนี้ไว้ ทำให้ภาพรวมหนังค่อนข้างน่าเบื่อ และน่าเสียดายที่ออกมาไม่ดีเท่าที่ควร

ติดตามอ่าน รีวิวหนัง ใหม่ หนังเก่า ได้ที่นี่ อย่าพลาด !!

เครดิต : metalbridges.com, thaiware.com

รีวิว Keep Watching 2017

อ่านรีวิว หนังใหม่ เรื่อง Keep Watching

“Keep Watching” เป็นหนังสยองขวัญสาย Genres: Horror | Thriller จากอเมริกาโดยผู้กำกับ Sean Carter เเละได้ Joseph Dembner มารับหน้าที่เขียนบท

Keep Watching

โครงเรื่องหลักใน หนังเรื่องนี้เล่าถึงครอบครัวของผู้มีอันจะกินครอบครัวหนึ่งที่พักอาศัยอยู่ภายในบ้านหลังใหญ่ เเวดล้อมด้วยป่าไม้ เนินเขา เเละอากาศอันเเสนบริสุทธิ์ กับเรื่องเลวร้ายเเบบสุดๆ ที่เกิดขึ้นที่นี่ ที่บ้านหลังนี้ในค่ำคืนหนึ่ง

มันเป็นช่วงกลางดึกของวันที่ 15 เดือน 11 ปี 2015 เมื่อครอบครัวนี้ถูกผู้บุกรุกกลุ่มหนึ่งลักลอบเข้ามาติดตั้งกล้องแอบถ่ายหลายร้อยตัว ทั้งภายในบ้านเเละนอกบ้านหลังนี้ กลุ่มผู้บุกรุกเริ่มเล่นเกมในช่วงเวลาตี 3.17 น.

Keep Watching

โดยนำเสนอคลิปแอบถ่ายจากภายในบ้านส่งออกออนไลน์ไปยังรถคันหนึ่ง ไม่นาน บ้านถูกเหล็กดัดชนิดพิเศษปิดทับทั้งประตูเเละหน้าต่างทุกบาน เพื่อกันคนจากภายในหลบหนีออกมานอกตัวบ้าน

นี่คือเวลาที่ครอบครัวนี้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นทั้งบ้านด้วยเสียงเหล็กขึงกำเเพงสุดดังก้องกังวาล ทุกคนต่างหวาดผวา จากนั้นเกมของจริงก็เริ่มขึ้น เมื่อ “ผู้กำหนดชะตากรรม”
เริ่มส่งนักฆ่าโรคจิตในสังกัดเข้าไปภายในบ้านทีละคน ทีละคน เพื่อไล่ฆ่าครอบครัวนี้อย่างสนุกมือผ่านการถ่ายทอดสด “เกมนรก” ที่มีชีวิตของคนในครอบครัวเป็นสินเดิมพัน

Keep Watching

เเละเพื่อให้คนดูจากภายนอกสนุกยิ่งขึ้น เเละ “ผู้กำหนดชะตากรรม” เป็นคนที่ค่อนข้างจะใจดี เขาจึงไม่ชอบมองเห็นเหยื่อถูกล่าอย่างไร้ทางสู้ ระหว่างที่นักฆ่าโรคจิตถูกส่งเข้าไปเปิดเกมล่าภายในบ้าน

ได้มีการกำกับให้ “เด็กส่งของ” แอบมุดเข้าไปในบ้านด้วยเพื่อตั้งไอเทมอาวุธพิฆาตไว้ในจุดต่างๆ เพื่อให้ครอบครัวนี้ค้นหาไอเทมเหล่านั้น เเละนำมาใช้ในการต่อสู้กับผู้ไล่ล่าโดยไอเทมที่ถูกส่งเข้ามามากมายภายในบ้าน

Keep Watching

อาทิ มีดต่อสู้, ขวานพิฆาต, เครื่องช็อตไฟฟ้า, เเละปืนกลมือ คนดูจะได้ร่วมลุ้นระทึก เอาใจช่วยครอบครัวนี้ กับเกมมรณะ Kill Or Be Killed (ฆ่าหรือถูกฆ่า) ผ่านมุมมองในเเบบปกติ-กล้องเเทนตา (เเบบ REC) เเละมุมมองในเเบบกล้อ งแอบถ่ายที่วางไว้ทั้งภายในเเละภายนอกบ้านหลังนี้อย่างโคตรระทึกขวัญ ถ้าให้เลือกหนังสยองขวัญที่ดีและเยี่ยมที่สุด คีบ ว้อนชิ่ง ก็เป็นหนึ่งที่ควรค่าเเก่การหามารับชมที่สุด มันจะตราตรึงในจิตของคุณ และลุ้นระทึกเเทบทุกวินาทีว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป

ขอบคุณข้อมูล จาก movie.mthai, google.co.th/search?q=keep+watching&tbm=isch&source=lnms&sa=X&ved=0ahUKEwjb5MH7r8jZAhUFSI8KHX6kD_oQ_AUICygC&biw=1920&bih=943&dpr=1

Along with the Gods : The Two Worlds ฝ่า 7 นรกไปกับพระเจ้า [รีวิว]

รีวิว หนังเกาหลี เรื่อง Along with the Gods : The Two Worlds ฝ่า 7 นรกไปกับพระเจ้า 

Along with the Gods : The Two Worlds ฝ่า 7 นรกไปกับพระเจ้า หนังเกาหลี ที่คอหนังไม่ควรพลาดอีกหนึ่งเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ฉาก ตัวละครแต่ละตัว นักแสดงแต่ละคนที่มารับบทบาทนั้น เด่น และเป็นเอกลักษณ์ และที่ต้องขอชมเลย นั่นคือ เทคนิค CG บอกเลยว่าแม้ว่าจะไม่เท่ากับหนัง Hollywood แต่ก็ถือว่าน่าตื่นตาตื่นใจสุด ๆ

Along with the Gods

หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของ คิม จาฮอง นักดับเพลิงที่เสียชีวิตอย่างไม่คาดคิด เขาถูกนำตัวไปยังปกโลกเคียงคู่กับเหล่าเทพผู้พิทักษ์ทั้งสาม ได้แก่ ผู้นำทีมเทพผู้พิทักษ์ คังลิม, เทพนักต่อสู้ฝีมือกล้าแกร่ง เฮวอนมัค และ เทพแห่งมันสมอง ดังชุน

นำไปสู่การผจญภัยฝ่าขุมนรกแห่งบาปทั้ง 7 ที่ทั้งมนุษย์และทวยเทพต้องยำเกรง และซ่อนเร้นภยันตรายที่น่าสะพรึงกลัว ได้แก่ นรกแห่งบาปฆาตกรรม, นรกแห่งบาปเกียจคร้าน, นรกแห่งบาปหลอกลวง, นรกแห่งบาปอยุติธรรม, นรกแห่งบาปทรยศ, นรกแห่งบาปความรุนแรง, นรกแห่งบาปอกตัญญู และผ่านด่านพิพากษาจาก ราชันย์ยอมรา เทพแห่งนรก เพื่อพิสูจน์ตัวตนกลับมาเกิดใหม่อีกครั้งภายในกำหนดเวลา 49 วัน

เรียกว่าเป็นภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่องที่ไม่ค่อยเป็นกระแสให้พูดถึงเท่าที่ควร สำหรับ Along with the Gods: The Two Worlds ฝ่า 7 นรกไปกับพระเจ้า มาทราบข่าวคราวกันอีกทีก็ใกล้ถึงวันฉายแล้ว เมื่อได้ดูตัวอย่างภาพยนตร์ครั้งแรกต้องยอมรับว่าเป็นภาพยนตร์ที่น่าสนใจมาก เป็นที่รู้กันดีว่าอุตสาหกรรมบันเทิงของเกาหลีไม่ค่อยนิยมสร้างภาพยนตร์แอ็คชั่นไซไฟเท่าที่ควร แต่เน้นหนักไปทางดราม่าเสียมากกว่า จึงเป็นที่ตื่นตาตื่นใจพอสมควรเมื่อได้ชมตัวอย่างภาพยนตร์เรื่องนี้

แน่นอนว่าจากตัวอย่างที่ปล่อยออกมาก็ทำให้ค่อนข้างคาดหวังพอสมควร ว่าเนื้อเรื่องมันจะต้องอัดแน่นไปด้วยเรื่องราวที่เข้มข้น ซึ่งก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ด้วยการลำดับเรื่องน่าติดตาม กระชับ ไม่ค่อยมีความเวิ่นเว้อ อีกทั้งยังใส่ประเด็นที่คนไทยอย่างเราเข้าถึงได้ง่าย คือโลกหลังความตาย ซึ่งแนวคิดในเรื่องค่อนข้างมีความคล้ายคลึงกับความเชื่อของคนไทยพอสมควร อาจเป็นเพราะอยู่โซนตะวันออกเหมือนกันก็เป็นได้

นอกจากการลำดับเรื่องที่มีชั้นเชิงแล้ว ในเรื่องของการใช้ซีจี วิชวลเอฟเฟกต์ต่าง ๆ ก็ทำออกมาได้ดี แม้บางฉากจะมีหลุด ๆ ลอย ๆ ออกมาบ้าง แต่ก็ถือว่าไม่ได้น่าเกลียดมากนัก และต้องขอชื่นชมการออกแบบฉากของนรกขุมต่าง ๆ เรียกว่ามีความคิดสร้างสรรค์มาก การร้อยเรียงเรื่องราวก็ลื่นไหล แทบไม่มีสดุด อีกทั้งในเรื่องของความดราม่าที่ไม่ทิ้งลายความเป็นเกาหลีเลย เชื่อว่าหลายคนต้องแอบน้ำตาซึมเหมือนกัน ถือว่าเป็นจุดแข็งที่นำมาต่อยอดได้ดี

The Two Worlds

และอีกองค์ประกอบหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ นั่นคือ นักแสดง ใน Along with the Gods: The Two Worlds ฝ่า 7 นรกไปกับพระเจ้า นั้นถือเป็นการรวบรวมเอาเหล่าซุปตาร์เกาหลีมาไว้หลายต่อหลายคน ทั้ง คิมดงอุค, จูจีฮุน, ชาแทฮยอน, มาดงซอก และ อีจุงแจ ทำเอาแฟนหนังเกาหลีออกอาการปลื้มมากเลยทีเดียว โดยเฉพาะในเรื่องของการถ่ายทอดอารมณ์ก็กินใจมาก มีทั้งความฮา ตื่นเต้น และเศร้าจนน้ำตาซึม เรียกได้ว่าครบเครื่อง ครบรสสุด ๆ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภาพรวมของหนังจะทำออกมาได้สนุก แต่ก็ไม่ค่อยสุด อาจะเป็นเพราะหนังเรื่องนี้ทำออกมาหลายภาคด้วยกัน ก็เลยมีช็อตที่เป็นปมไว้ให้คนดูคิดไว้บ้าง แต่เรื่องนี้ก็ถือว่าในตอนจบค่อนข้างสรุปเรื่องออกมาได้ดี เชื่อว่าใครที่ไปดูต้องได้แง่คิดหลาย ๆ อย่างกลับมาใช้แน่นอน

IMDB : 7.8/10 คะแนน

ขอบคุณข้อมูล : movie.mthai.com

[ รีวิว ] Free Fire 2016 ขีปนาวุธสุดระทึกจากเหล่าวายร้าย

หนังปี 2016 ตื่นเต้นไปกับหนังเรื่อง Free Fire สนุกพร้อม ๆ กัน

Free Fire เรียกได้ว่าเป็นหนังเด็ดของปี 2016 อีกเรื่องหนึ่งก็ว่าได้โดยมีชายที่คิดว่าหัวดีอยู่คนหนึ่ง บอกว่า ทุกคนอยากให้เขาทำหนังที่มีผู้หญิงกับปืน คนหัวดีที่ว่าก็คือผู้กำกับชาวอังกฤษ ที่ชื่อ เบน วีตลีย์ เขาก็ไม่ปล่อยให้แฟนหนังต้องรอนาน ดูเหมือนจะเป็นการพูดเล่น ๆ ของเจ้าคนหัวดีคนนั้น แต่เบนก็เริ่มทำงานนี้อย่างจริงจัง โดยเริ่มเซ็ตเรื่องราวและฉากต่าง ๆ ให้ดูเหมือนอยู่ในบอสตัน สหรัฐฯ ในช่วงยุค 1970

Free Fire 2016
Free Fire 2016

เรื่องราวเริ่มจากการเจอกันของคน 2 กลุ่ม ที่กำลังทำการซื้อขายปืนในบ้านร้างแห่งหนึ่ง กลุ่มคนชาวไอริชต้องการที่จะซื้อปืนแอสซอลต์ ไรเฟิลกลับบ้าน ฝ่ายที่ต้องการขายก็โอเคกับเรื่องนี้ ก็แลกเปลี่ยนเงินตรากับปืนที่มีอยู่ แต่ก็มีคำด่าทอผสมเข้ามาด้วย ดูเป็นช่วงที่น่าอึดอัดอยู่ไม่น้อย แล้วสุดท้ายการสาดกระสุนใส่กันก็เกิดขึ้น หลายคนคงไม่เคยเห็นหนังที่มีการดวลปืนแบบในเรื่องมาก่อน ยิงแลกใส่กันไม่ยั้งโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่าย ๆ คุณคิดว่าจะได้ดูความมันส์แบบนี้นานสักแค่ไหนกัน ? สักชั่วโมงนึงมั้ง ? โอเค ยินดีด้วย พอจะตอบได้ใกล้เคียงอยู่ แต่อันที่จริงบอกได้เลยว่าตลอดความยาวของหนัง 1 ชั่วโมง 30 นาที นั้นดุเดือดมากจนแทบไม่อยากจะกระพริบตา ฟรี ไฟร์ เป็นหนังมี่วีทลีย์ทำได้ดีสมราคา ต้องยกความดีความชอบให้กับมาร์ติน สกอร์เซเซ่ โปรดิวเซอร์ของเรื่องนี้ด้วยส่วนหนึ่ง ส่วนภาพรวมของหนังดูเหมือนทุก ๆ คนในเรื่องจะตกเป็นเป้าหมายกันทั้งหมด จะดุเดือดแค่ไหน ใครจะอยู่ใครจะไป อย่ารอช้ากันเลยดีกว่า ออกไปชมการดวลเดือดครั้งนี้ด้วยสายตาของคุณเอง

 Source : rollingstone.com/movies/reviews/free-fire- movie-review- here-comes- the-guns-w477094

รีวิว ‘ The Hollars ‘ : รวมนักแสดงฝีมือดีใน หนังตลก ปน ดราม่า

The Hollars หนังรัก โรแมนติก หนังดี หนังออนไลน์ ที่ควรดู

จอห์น คราซินสกี้ ทั้งแสดง และ กำกับในภาพยนตร์ The Hollars เรื่องนี้ ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวที่ต้องรับมือกับแม่ที่ป่วยใกล้ตาย

The Hollars
หนังดราม่า โรแมนติก

ในฐานะนักแสดงและผู้กำกับ จอห์น คราซินสกี้ ได้พุ่งชนกับแนวหนังที่เฉพาะกลุ่มที่สุดในวงการ ภาพยนตร์ นั่นก็คือแนวครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งความแตกต่างอย่างใหญ่หลวงก็คือเขาได้ใส่มุกตลกไม่ธรรมดา และความเห็นอกเห็นใจเข้ากันได้อย่างลงตัว โดยพล็อตเรื่องนั้น ต้องยกเครดิตให้ผู้เขียนบทอย่าง จิม สเตราส์ ( ที่มีผลงานจากภาพยนตร์เรื่อง Grace Is Gone ) ที่ชงให้มาแนวทางนี้ โดย จอห์น ฮอลลาร์ ( คราซินสกี้ ) เป็นนักเขียนวรรณกรรมภาพที่อาศัยในแมนฮัตตันกับ เบ็คก้า ( แอนนา เคนดริก ) แฟนสาวที่เป็นดีไซเนอร์ออกแบบเสื้อผ้าให้สัตว์เลี้ยงที่กำลังตั้งครรภ์ ได้ถูกเรียกกลับไปบ้านด่วน เมื่อแม่ของเขา แซลลี่ ( มาร์โก มาร์ตินเดล ) ถูก ดร. ฟอง ( แรนเดลล์ พาร์ค ) วินิจฉัยว่าป่วย เป็นโรคเนื้องอกในสมอง

The Hollars
หนังรัก โรแมนติก

มันเป็นเรื่องช็อค สำหรับครอบครัว ซึ่งรวมถึงตัวจอห์นเอง รอย พี่ชายของเขา ( ชาร์ลโต้ คอปลี่ย์ ) และ ดอน พ่อของเขา ( ริชาร์ด เจนกิ้นส์ ) ถ้าคุณสังเกตผู้ชายครอบครัวนี้ให้ดี ๆ พวกเขาจะมีชื่อคล้องจองกันอย่าง ดอน , รอน และ จอห์น คุณสามารถมองเห็นได้ถึงความสนุกที่สอดแทรกอยู่ทั้งที่ควรจะเป็นเรื่องเศร้า บวกกับ ชาร์ลี เดย์ ที่แสดงเป็น เจสัน บุรุษพยาบาล ของแซลลี่ ที่แต่งงานกับ เกว็น ( แมรี่ อลิซาเบธ วินสเตด ) ที่เป็นอดีตแฟนเก่าของจอห์น ซึ่งยังคงแค้นจอห์นอยู่ และยังมี จอช โกรบาน ที่แสดงได้อย่างยอดเยี่ยมในบทของบาทหลวงหนุ่มที่อาศัยกับ สเตซี่ย์ ภรรยาเก่าของรอน ( แอชลี่ย์ ดุค ) ที่คอยกวนใจรอนอีกด้วย

The Hollars
หนังโรแมนติก

ความซับซ้อนที่คุ้นเคย แต่คุณได้สังเกตบรรดานักแสดงในเรื่องนี้หรือไม่ ? เพราะทั้งหมดคือบรรดาหัวกระทิที่ทำให้หนังมีความไหลลื่น ไม่ว่าจะเป็น คราซินสกี้ เอง หรือว่า คอปลี่ย์ รวมถึงมาร์ตินเดล ที่พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่าเธอสามารถรับบทอะไรก็ได้ ซึ่งจากการแสดงที่มีทั้งเสียงหัวเราะ และน้ำตา ทำให้ทุกคนเห็นว่าเธอคือหนึ่งในนักแสดงที่ดีที่สุดในโลก แล้วคุณจะรอช้าอยู่ใยล่ะ ? ต้องรีบหามาชมแล้ว

รีวิว ‘ The Light Between Oceans ‘ : จุดเริ่มต้นแห่งความรักของ ฟาสส์เบนเดอร์ & วิกันเดอร์

light_between_oceans

แสงสว่างที่กลางมหาสมุทร [ The Light Between Oceans ] 2016

แม้แต่ 2 ซูเปอร์ สตาร์ ฮอลลีวู้ด ยังไม่สามารถฉุด ภาพยนตร์ เรื่องนี้ให้มีชีวิตชีวาขึ้นมาได้

ดีเร็ค เซียนฟรานซ์ ได้ทำหนังเปลือยที่เข้าถึงอารมณ์หลายต่อหลายเรื่อง อย่าง Blue Valentine ปี 2010 ที่ นำเสนอในเรื่องของรักไม่สมหวัง และการแยกทางกัน และ The Place Beyond the Pines ในปี 2013 ที่เป็นมหากาพย์ของลูกชายกับพ่อ อย่างไรก็ตามการได้ชม The Light Between Oceans นั้นให้ความรู้สึกที่แตกต่างจาก 2 เรื่องดังกล่าว และพล็อตเรื่องดูเป็นเหตุเป็นผลมีความสมจริงน้อยกว่า เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วอ้างอิงจากนิยายขายดีในปี 2012 ของ M.L. Stedman

ซึ่งกับ ภาพยนตร์ ที่สร้างกับสตูดิโอใหญ่เรื่องแรกของเขานั้น ดูเหมือนว่า เซียนฟรานซ์ จะพึ่งเนื้อหาในหนังสือมากจนเกินไป โดยตามเนื้อเรื่องเป็นเรื่องราวความรักในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ระหว่างคนเฝ้าประภาคารที่ชื่อ ทอม เชอร์บอร์น ( ไมเคิล ฟาสส์เบนเดอร์ ) กับอิซาเบล ภรรยาของเขา ( อลิเซีย วิกันเดอร์ ) ที่ใช้ชีวิตอย่างสันโดษบนเกาะแจนิส แต่ชีวิตก็ได้เปลี่ยนไปเมื่อได้เจอกับเรือลำน้อยที่ลอยมาติดเกาะพร้อมกับศพของชายคนหนึ่งและเด็กหญิงตัวน้อยที่รอดชีวิต มันคืออุบัติเหตุทางทะเลงั้นหรือ? อิซาเบลไม่รู้ แต่เธอได้ขอทอมไม่ให้รายงานออกไป แล้วจัดการฝังศพชายที่เชื่อว่าเป็นพ่อของเด็กน้อยแล้วรับอุปการะเด็กไว้เป็นลูกของตัวพวกเขาเอง แม้ทอมจะยอมทำตามคำขอร้องของภรรยาแต่เขาก็ยังรู้สึกผิด จนกระทั่งมีแม่ม่ายในท้องที่นั้น ( ราเชล ไวซ์ ) อ้างว่าลูกเป็นของเธอและทอมคือคนที่ฆาตกรรมสามีของตน

เหตุการณ์ดังกล่าวเปรียบเสมือนพายุพัดเข้าประภาคารเลยก็ว่าได้ ( ซึ่งในภาพยนตร์ได้ถ่ายวิวสวย ๆ ของประเทศนิวซีแลนด์ไว้ด้วย ) โดยทอมและ อิซาเบล นั้นดูราวกับโดนโหมซัดท่ามกลางพายุอารมณ์ ซึ่งสะท้อนถึงผลกระทบจากการทำอะไรตามแต่ใจของตัวเอง ซึ่งในหนังนั้นซึ้งแค่ไหนคุณต้องลองชมดู เพราะ ฟาสส์เบนเดอร์ กับ วิกันเดอร์ ก็มาตกหลุมรักกันระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้นั่นเอง แสดงให้เห็นถึงความอินในบทบาทของพวกเขาทั้งคู่จนทำให้เราอดคล้อยตามไปไม่ได้ แต่น่าเศร้าที่ตัวหนัง The Light Between Oceans เองไม่สามารถสะกดคนดูให้ประทับใจไปกับมันได้

รีวิว ‘ Hands of Stone ‘ : หนังชีวิตประวัติของ โรแบร์โต้ ดูรัน ที่ไม่ได้เป็นแบบ Raging Bull

hands of stone

Hands of Stone (2016) หนังแอ็คชั่น ที่ควรดู

หนังที่สร้างจากชีวิตขึ้น ๆ ลง ๆ ของยอด นักชก กำปั้นหินชาว ปานามา ที่ โรเบิร์ต เดอ นีโร เล่นได้เด่นมาก ๆ หากสนใจชมตัวอย่างหนัง ภาพยนต์ ขอแนะนำเว็บไซต์ ดูหนัง action มีทั้งตัวอย่าง และหนังเต็มเรื่อง พากษ์ไทย ให้ชมฟรี

ภาพยนตร์ ที่เกี่ยวข้องกับหมัด ๆ มวย ๆ ทุกเรื่อง ยกเว้น Raging Bull มักจะเดินเรื่องไปในทิศทางเดียวกัน นั่นก็คือเริ่มต้นจากการเป็น ไก่รองบ่อน มาก่อนที่จะโด่งดังขึ้นมา จากนั้นก็เกิดปัญหาก่อนจะคัมแบ็คกลับมาได้สำเร็จ ดูอย่าง Rocky ไปจนถึง Creed เป็นตัวอย่างก็ได้ และหนังเรื่อง Hands of Stone ที่สร้างจากเรื่องจริงของ โรแบร์โต้ ดูรัน ( แสดงโดย เอ็ดการ์ รามิเรซ ) แชมป์รุ่น ไลท์เวท ช่วงทศวรรษที่ 1970 ก็ไม่ได้หนีจากแนวนั้นสักเท่าไหร่เลย แต่ โจนาธาน จาคูโบวิช ผู้เขียนบท และ กำกับ เป็นผู้เกิดใน เวเนซุเอล่า ก็รู้วิธีที่จะทำเรื่องราวให้แข็งแรงขึ้น และดึงสิ่งที่ดีที่สุดออกมาจากตัวนักแสดงได้

รามิเรซ ถือว่าแสดงได้อย่างยอดเยี่ยมในบทบาทของ ดูรัน ผู้เป็นนักสู้ข้างถนนจาก ปานามา โดยกำเนิด ที่บ่อยครั้ง ความเป็นคนอารมณ์ร้อนของเขา มักจะดึงสิ่งที่ดีที่สุดออกมา ซึ่งเสน่ห์ของเขาได้ไปสร้างความประทับใจให้กับ เฟลิซิดัด ( อนา เด อาร์มาส แห่ง War Dogs ) เด็กนักเรียนสาว ที่ต่อมาได้เป็นภรรยาของเขา อย่างไรก็ตามดูรันไม่ได้เป็นที่รักของทุกคน จนกระทั่ง โรเบิร์ต เดอ นีโร ที่เล่นเป็น เรย์ อาร์เซล เทรนเนอร์ ผู้ปลุกปั้นนักสู้พันธุ์ดิบ 18 คน เป็นแชมป์มาแล้ว ซึ่งเป็นอาร์เซลนี่เองที่ขัดเกลา ดูรัน และเป็นสอนให้เขาชกอย่างมีชั้นเชิงมากกว่าที่จะเป็นมวยวัดเหมือนเมื่อก่อน

ซึ่งในระหว่างยก อาร์เซล จะเป็นผู้หวีผมให้ ดูรัน ( ซึ่งมันกลายมาเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของพวกเขาในเวลาต่อมา ) เพื่อให้ฝั่งตรงข้ามคิดว่า ดูรัน ดูสดชื่นอยู่ตลอด ซึ่ง เดอ นีโร เป็นเหมือนตัวขับเคลื่อนหนังให้ดำเนินไปได้ แม้ในความเป็นจริง ดูรัน จะต้องชกใน 4 รุ่นที่แตกต่างกัน ( ไลท์เวท , เวลเตอร์เวท , ไลท์ มิดเดิ้ลเวท และ มิดเดิ้ลเวท ) แต่ในภาพยนตร์ได้โฟกัสไปที่แชมป์ปี 1980 ที่เจอกับ ชูการ์ เรย์ เลโอนาร์ด แชมป์ไร้พ่ายรุ่นวอลเตอร์เวทของ WBC ที่ยอมลดน้ำหนักลงถึง 15 ปอนด์ เพื่อมาชกด้วย โดยเลโอนาร์ดนั้นแสดงโดย อัชเชอร์ ซึ่งไฟท์ดังกล่าวได้ทำให้ ดูรัน กลายเป็นฮีโร่ของ ชาวปานามา นั่นเอง และนั่นทำไปสู่การทำน้ำหนักชกข้ามรุ่นและเริ่มขี้เกียจนั่นเอง