รีวิว Doctor Strange [Review] คุณหมอฮีโร่ หนังใหม่ 2016

Doctor Strange คุณหมอ ฮีโร่ หล่อ เท่ หัวใจแกร่ง

สร้างปรากฎการณ์ใหม่ขึ้นมา Doctor Strange โดย “ เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบช ” ร่ายมนต์เวทมนต์มหัศจรรย์แห่ง Marvel และเรื่องราวต้นกำเนิดของเขา จากหนังสือการ์ตูน เข้ามาสู่จอขนาดใหญ่

DoctorStrange
DoctorStrange

สิ่งที่ทำให้ “ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ” เป็น “ Iron Man ” และ “ ไรอัน เรย์โนลด์ ” เป็น “ Deadpool ” ก็คือสิ่งที่ทำให้ “เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบช” เป็น “ Doctor Strange ” นักแสดงชาวอังกฤษ สำเนียงอเมริกัน ต่างจากใน “ Sherlock ” หรือ “ Hamlet ” พลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ภาพยนตร์ของ Marvel ที่กำกับโดย “ สกอตต์ เดร์ริกสัน ” จาก “ Deliver Us from Evil ” “ Sinister ” และ “ The Exorcism of Emily Rose ” อีกหนึ่งจุดเด่นของตัวหนังคืองานวิชวลเอฟเฟกต์สุดตื่นตา ที่ไม่เคยเห็นมานานตั้งแต่เรื่อง “ The Matrix ” และ “ Inception ” ยิ่งถ้าดูเป็น IMAX 3D ได้จะดีมาก ๆ พลังการแสดงของ “ คัมเบอร์แบช ” จะทำให้สิ่งคุณคาดหวัง กับจินตนาการในหนังสือการ์ตูนเป็นจริงขึ้นมา

doctorstrange
doctorstrange

“ สตีเฟ่น เสตรนจ์ ” เป็นหมอศัลยแพทย์ทางประสาทฝีมือดีคนหนึ่ง ที่มีอีโก้สูง เขาจะไม่รักษาผู้ป่วยที่เขาคิดว่าเขาไม่สามารถรักษาได้ “ เรเชล แม็คอดัมส์ ” แสดงเป็นเป็น “ คริสติน พาลเมอร์ ” แพทย์หญิงที่หลงรักเขา แม้ “ เสตรนจ์ ” จะไม่มีความโรแมนติกซะเลย ในค่ำคืนหนึ่ง “ เสตรนจ์ ” ส่งข้อความขณะขับรถ ทำให้แลมโบกินีที่เขาขับอยู่ประสบอุบัติเหตุ ส่งผลให้เขาสูญเสียมือข้างถนัดจากอุบัติเหตุนั้น

Doctor-Strange-Movie
Doctor-Strange-Movie

แต่แล้วนี่กลับเป็นจุดเริ่มต้นของความสามารถด้านใหม่ที่เหนือความเชื่อของ วิทยาศาสตร์ เมื่อเขาได้พบกับ “ Ancient One ” ซึ่งรับบทโดย “ทิลดา สวินตัน” ผู้วิเศษ ณ ดินแดนห่างไกลในทิเบต และ “ ชิเวเทล เอ็จอิโอฟอร์ ” แสดงโดย “ Mordo ” ที่ทำให้เขาเข้าสู่โลกเร้นลับของพลังแห่งจักระ ในห้วงศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความพิศวง จนเป็นที่มาของมือข้างใหม่และพลังเวทมนต์แบบที่ทั้งชีวิตเขาไม่เคยเชื่อมาก่อน “ คัมเบอร์แบช ” “ สวินตัน ” และ “ เอ็จอิโอฟอร์ ” ทำให้ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมขึ้นผสมผสานกับซาวน์ดนตรีของ “ ไมเคิล ยาคิชิโน ”

“ ดร.สเตรนจ์ ” มีความเป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ ของ Marvel มีความเฉพาะ แสง สี และสเปเชียลเอฟเฟคตระการตา ตัวละคร “ เสตรนจ์ ” เป็นตัวละครที่ “ คัมเบอร์แบช ” แสดงได้เข้าถึงบทบาทมาก ๆ รอดูจนจบ end credits คุณจะเห็นฉากพิเศษที่ “ เสตรนจ์ ” เข้าไปอยู่ในโลกของกลุ่ม “ Avengers ”

รีวิว ‘ Southside With You ‘ : โรแมนติก อินดี้ เมื่อครั้งที่บารัคเจอกับมิเชลล์ใหม่ ๆ

Southside With You

Southside with You (2016)

สุดยอดหนัง ที่ย้อนรำลึกถึงเดทแรกของอดีตคู่ สามี ภรรยา หมายเลข 1 ซึ่งทำให้คุณต้องกลับไปคิดถึงเรื่องราวที่เป็นจุดเริ่มต้นของโอบาม่าอีกครั้ง

นี่คือหนังเดทแห่งปี Southside With You ได้ย้อนไปยังตอนหน้าร้อนที่ ชิคาโก้ ปี 1989 ระหว่าง บารัค โอบาม่า ( พาร์เกอร์ ซอว์เยอร์ส ) ที่ตอนนั้นยังไม่เป็นที่รู้จัก กับ มิเชลล์ โรบินสัน ( ทิก้า ซัมพ์เตอร์ ) ซึ่งทั้ง ซอว์เยอร์ และ ซัมพ์เยอร์ ต่างก็แสดงได้อย่างสมบทบาท โดยที่ไม่จำเป็นต้องเลียนแบบบุคคลต้นฉบับทุกกระเบียดนิ้วแต่อย่างใด

โดย ริชาร์ด แทนน์ ที่นั่งแท่น ผู้เขียน – ผู้กำกับ เป็นครั้งแรก ถือว่าหลีกเลี่ยงวาระทางการเมืองเพื่อโฟกัสอยู่กับแค่ 2 นักกฏหมาย หนุ่ม สาว ที่กำลังเริ่มต้นชีวิตของตัวเองได้อย่างชาญฉลาด โดย มิเชลล์ ผู้ฉลาดเฉลียวยืนยันที่จะบอกกับ บารัค ว่า “นี่ไม่ใช่เดทครั้งแรก” โดยชายที่เธอเรียกในตอนแรกว่า “ เป็นพี่ชายที่พุดได้ไหลลื่น ” คือเพื่อนร่วมงานที่บริษัทนักกฎหมาย เธอตกลงที่จะไปกับเขาเพิ่งเพื่อจะไปเข้าร่วมประชุม ที่โบสถ์ เซาธ์ไซด์ ที่ ๆ ซึ่งคนผิวดำรวมตัวกันวางแผนจะสร้างศูนย์ชุมชนก็มา ซึ่ง บารัค ได้แนะนำว่าก่อนที่เข้าการประชุม ควรจะไปดูนิทรรศการของ เออร์นี่ บาร์นส์ จิตกรผิวดำ ที่สถาบันศิลปะ และอาจมีปิกนิกอาหารกลางวันก่อน โดยเธอก็ช่วยออกค่าอาหารด้วย

ตอนที่พวกเขาเดินก็เล่าเรื่องราวสมัยเด็ก ๆ และพูดถึงปัญหาของคนดำ แต่ตัวหนังก็ไม่ได้เยิ่นเย้อ แม้แต่ตอนที่ บารัค ที่พยายามจะหลบซ่อนพฤติกรรมการสูบซิการ์ของตัวเองจาก มิเชลล์ ได้กล่าวกับนักกิจกรรมชุมชน โดยมีฉาก ซอว์เยอร์ส ได้กล่าวคำปราศรัยเฉพาะประโยคเด็ด ๆเท่านั้น ซึ่งหนังเรื่องนี้มีสไตล์ที่คล้ายกับภาพยนตร์ไตรภาค ” Before ” ของ ริชาร์ด ลินเคเตอร์ มาก เรากำลังชมคน 2 คนที่กำลังคบหาดูใจกัน , ปะทะคารมกัน ( มิเชลล์ บอกว่า บารัค รู้น้อยมาก เกี่ยวกับเรื่องการเป็นผู้หญิงและคนดำในบริษัทนักกฎหมาย ) และตัดสินใจว่าพวกเขาจะทิ้งความตั้งใจของตัวเองเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายในชีวิตหรือไม่ ซึ่งหลังจากการประชุม พวกเขาได้ไปชมภาพยนตร์เรื่อง Do the Right Thing ของ สไปค์ ลี ซึ่งเป็นหนังที่ทำให้พวกเขาเกิดการพูดคุยกันเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงและความไม่รุนแรงในการแก้ปัญหา พวกเขายังไปซื้อไอศกรีม Baskin – Robbins และเกิดจูบแรกนอกร้านด้วย

ซึ่งฉากก็สวยงามตามท้องเรื่อง และไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามาล้างสมองผู้ชมด้วย ( แต่ถ้าเราชมภาพยนตร์เกี่ยวกับเดทแรก ระหว่าง ทรัมป์ กับ เมลาเนีย อาจจะเป็นเช่นนั้น ) แต่ Southside With You ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าดูหนังคู่รัก ที่แชร์ความคิดอันชาญฉลาดของทั้งคู่ออกมามากกว่า ต้องชม แทนน์ ที่เขียนบทพูดของ บารัค กับ มิเชลล์ ออกมาได้อ่อนโยนและเต็มไปด้วยความรู้สึก ทำให้เรารู้สึกได้ถึงเสน่ห์ของตัวละครที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับบุคคลต้นฉบับเป๊ะ ๆ

รีวิว ‘ Ben – Hur ‘ : เบนเฮอร์ 2016 สนุก หรือไม่ หรือเป็น หายนะของการรีเมค

benhur

Ben Hur 2016 เวอร์ชั่นล่าสุดของมหากาพย์ เบนเฮอร์ ที่ไม่มีอะไรใหม่

ดูเหมือนว่าภาพยนตร์รีเมค Ben Hur ที่ออกมาช่วงซัมเมอร์เรื่องนี้ จะไม่สามารถเทียบกับเวอร์ชั่นก่อนหน้าที่กำกับโดย วิลเลี่ยม ไวเลอร์ ที่ทำไว้เมื่อปี 1959 และคว้ารางวัลออสการ์ ได้ถึง 11 รางวัล แม้กระทั่งเวอร์ชั่นหนังเงียบในปี 1925 ซึ่งในเวอร์ชั่นของปี 1959 นั้นทำให้ ชาร์ลตัน เฮนตัน ได้รับรางวัลออสการ์และทำให้เกิดฉากแอคชั่นบนรถม้าที่ติดตราตรึงใจคนทั่วโลก อย่างไรก็ตาม มาร์ค เบอร์เน็ตต์ และภรรยา โรม่า ดาวนี่ย์ สองผู้อำนวยการสร้างก็หวังจะผลักดันโปรเจ็กต์ของตัวเองอย่าง The Bible บนจอแก้ว และ Son of God ในโรงภาพยนตร์ต่อไป

โดย เบนเฮอร์ เวอร์ชั่นใหม่นี้ กำกับโดย ติมูร์ เบคมันเบตอฟ (Wanted) และนำแสดงโดย แจ็ค ฮัสตัน ( ที่ฉายแสงกับ Boardwalk Empire แต่มาตกอับกับเรื่องนี้ ) เช่นเดียวกับ เมสซาล่า ( โทบี้ เค็บเบลล์ ) พี่น้องต่างเลือดที่เป็นใหญ่เป็นโตใน อาณาจักร โรมัน แล้วทำการขังครอบครัวที่เลี้ยงดูไว้

ซึ่งในเวอร์ชั่น 1959 นั้นมีเรื่องเล่าหลังฉากอยู่ว่า ไวเลอร์ ต้องการให้ สตีเฟ่น บอยด์ ผู้แสดงเป็น เมสซาล่า ในตอนนั้นให้มีอารณ์แนวรักร่วมเพศกับ เบน เฮอร์ ซึ่งเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ไม่มีใครทราบได้ แต่เป็นไอเดียที่อร่อยมาก เพราะถ้ายึดตามเนื้อหาหนังสือวรรณกรรม Ben-Hur : A Tale of the Christ ของ ลิว วัลเลซ ที่แต่งขึ้นเมื่อปี 1880 แล้ว ในเวอร์ชั่นของปี 2016 จะมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับศาสนาคริสต์เข้าซะมากกว่า แม้ เบคมันเบตอฟ จะใช้ CG เข้ามาให้ฉากการต่อสู้มีชีวตชีวามากชึ้น แต่ก็หลีกเลี่ยงความจริงที่ว่าเวอร์ชั่นนี้เป็นแนวเทศนาโวหารมากกว่าเวอร์ชั่นเก่า โดยบทของตัวละครต่างก็น่าเบื่อ เพราะเน้นไปที่คำสอนมากเกินไปจนขนาดที่ไม่มีอรรถรส และจิตวิญญาณของหนัง จึงทำให้ครั้งนี้แย่ไปอย่างน่าเสียดาย