Along with the Gods : The Two Worlds ฝ่า 7 นรกไปกับพระเจ้า [รีวิว]

รีวิว หนังเกาหลี เรื่อง Along with the Gods : The Two Worlds ฝ่า 7 นรกไปกับพระเจ้า 

Along with the Gods : The Two Worlds ฝ่า 7 นรกไปกับพระเจ้า หนังเกาหลี ที่คอหนังไม่ควรพลาดอีกหนึ่งเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ฉาก ตัวละครแต่ละตัว นักแสดงแต่ละคนที่มารับบทบาทนั้น เด่น และเป็นเอกลักษณ์ และที่ต้องขอชมเลย นั่นคือ เทคนิค CG บอกเลยว่าแม้ว่าจะไม่เท่ากับหนัง Hollywood แต่ก็ถือว่าน่าตื่นตาตื่นใจสุด ๆ

Along with the Gods

หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องราวของ คิม จาฮอง นักดับเพลิงที่เสียชีวิตอย่างไม่คาดคิด เขาถูกนำตัวไปยังปกโลกเคียงคู่กับเหล่าเทพผู้พิทักษ์ทั้งสาม ได้แก่ ผู้นำทีมเทพผู้พิทักษ์ คังลิม, เทพนักต่อสู้ฝีมือกล้าแกร่ง เฮวอนมัค และ เทพแห่งมันสมอง ดังชุน

นำไปสู่การผจญภัยฝ่าขุมนรกแห่งบาปทั้ง 7 ที่ทั้งมนุษย์และทวยเทพต้องยำเกรง และซ่อนเร้นภยันตรายที่น่าสะพรึงกลัว ได้แก่ นรกแห่งบาปฆาตกรรม, นรกแห่งบาปเกียจคร้าน, นรกแห่งบาปหลอกลวง, นรกแห่งบาปอยุติธรรม, นรกแห่งบาปทรยศ, นรกแห่งบาปความรุนแรง, นรกแห่งบาปอกตัญญู และผ่านด่านพิพากษาจาก ราชันย์ยอมรา เทพแห่งนรก เพื่อพิสูจน์ตัวตนกลับมาเกิดใหม่อีกครั้งภายในกำหนดเวลา 49 วัน

เรียกว่าเป็นภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่องที่ไม่ค่อยเป็นกระแสให้พูดถึงเท่าที่ควร สำหรับ Along with the Gods: The Two Worlds ฝ่า 7 นรกไปกับพระเจ้า มาทราบข่าวคราวกันอีกทีก็ใกล้ถึงวันฉายแล้ว เมื่อได้ดูตัวอย่างภาพยนตร์ครั้งแรกต้องยอมรับว่าเป็นภาพยนตร์ที่น่าสนใจมาก เป็นที่รู้กันดีว่าอุตสาหกรรมบันเทิงของเกาหลีไม่ค่อยนิยมสร้างภาพยนตร์แอ็คชั่นไซไฟเท่าที่ควร แต่เน้นหนักไปทางดราม่าเสียมากกว่า จึงเป็นที่ตื่นตาตื่นใจพอสมควรเมื่อได้ชมตัวอย่างภาพยนตร์เรื่องนี้

แน่นอนว่าจากตัวอย่างที่ปล่อยออกมาก็ทำให้ค่อนข้างคาดหวังพอสมควร ว่าเนื้อเรื่องมันจะต้องอัดแน่นไปด้วยเรื่องราวที่เข้มข้น ซึ่งก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ด้วยการลำดับเรื่องน่าติดตาม กระชับ ไม่ค่อยมีความเวิ่นเว้อ อีกทั้งยังใส่ประเด็นที่คนไทยอย่างเราเข้าถึงได้ง่าย คือโลกหลังความตาย ซึ่งแนวคิดในเรื่องค่อนข้างมีความคล้ายคลึงกับความเชื่อของคนไทยพอสมควร อาจเป็นเพราะอยู่โซนตะวันออกเหมือนกันก็เป็นได้

นอกจากการลำดับเรื่องที่มีชั้นเชิงแล้ว ในเรื่องของการใช้ซีจี วิชวลเอฟเฟกต์ต่าง ๆ ก็ทำออกมาได้ดี แม้บางฉากจะมีหลุด ๆ ลอย ๆ ออกมาบ้าง แต่ก็ถือว่าไม่ได้น่าเกลียดมากนัก และต้องขอชื่นชมการออกแบบฉากของนรกขุมต่าง ๆ เรียกว่ามีความคิดสร้างสรรค์มาก การร้อยเรียงเรื่องราวก็ลื่นไหล แทบไม่มีสดุด อีกทั้งในเรื่องของความดราม่าที่ไม่ทิ้งลายความเป็นเกาหลีเลย เชื่อว่าหลายคนต้องแอบน้ำตาซึมเหมือนกัน ถือว่าเป็นจุดแข็งที่นำมาต่อยอดได้ดี

The Two Worlds

และอีกองค์ประกอบหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ นั่นคือ นักแสดง ใน Along with the Gods: The Two Worlds ฝ่า 7 นรกไปกับพระเจ้า นั้นถือเป็นการรวบรวมเอาเหล่าซุปตาร์เกาหลีมาไว้หลายต่อหลายคน ทั้ง คิมดงอุค, จูจีฮุน, ชาแทฮยอน, มาดงซอก และ อีจุงแจ ทำเอาแฟนหนังเกาหลีออกอาการปลื้มมากเลยทีเดียว โดยเฉพาะในเรื่องของการถ่ายทอดอารมณ์ก็กินใจมาก มีทั้งความฮา ตื่นเต้น และเศร้าจนน้ำตาซึม เรียกได้ว่าครบเครื่อง ครบรสสุด ๆ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภาพรวมของหนังจะทำออกมาได้สนุก แต่ก็ไม่ค่อยสุด อาจะเป็นเพราะหนังเรื่องนี้ทำออกมาหลายภาคด้วยกัน ก็เลยมีช็อตที่เป็นปมไว้ให้คนดูคิดไว้บ้าง แต่เรื่องนี้ก็ถือว่าในตอนจบค่อนข้างสรุปเรื่องออกมาได้ดี เชื่อว่าใครที่ไปดูต้องได้แง่คิดหลาย ๆ อย่างกลับมาใช้แน่นอน

IMDB : 7.8/10 คะแนน

ขอบคุณข้อมูล : movie.mthai.com

รีวิวหนัง Batman v Superman: Dawn of Justice 2016

หนังน่าดู Batman v Superman: Dawn of Justice แบทแมน ปะทะ ซูเปอร์แมน แสงอรุณแห่งยุติธรรม

ประเภทภาพยนตร์แนวแอคชั่น, ผจญภัย, แฟนตาซี กำกับโดย Zack Snyder ผลิตโดย Warner Bros. Pictures ศึกการต่อสู้ระหว่างสองซูเปอร์ฮีโร่ที่ทุกคนรู้จัก Batman และ Superman

Batman v Superman

ถึงแม้แฟนๆ บางส่วนถึงขั้นกังวลว่า ภาพตัวอย่างที่ปล่อยออกมาจากเกินไปอาจทำให้เสียอรรถรสในการชม แต่ ผู้กำกับ “แซค สไนเดอร์ (Zack Snyder)” ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์แล้วว่า ทุกภาพที่ทุกคนได้เห็นเป็นเพียงส่วนเล็กน้อยในภาพยนตร์เท่านั้น เพราะยังมีเนื้อหาในหนังอีกมากที่ทุกคนยังไม่รู้และไม่ได้ปรากฏในตัวอย่าง

โดยสำหรับ Batman v Superman: Dawn of Justice นี้ ถือเป็นการปะทะกันครั้งแรกของซูเปอร์ฮีโร่ฝั่ง DC ซึ่งได้พระเอกหนุ่ม “เบน แอฟเฟล็ก” เข้ามารับบท แบทแมน และ “เฮนรี่ คาวิล” มารับหน้าที่ในบท ซูเปอร์แมน อีกครั้ง และยังป็นการรวมตัวกันของเหล่าฮีโร่จาก DC เพื่อต่อสู้กับมหันตภัยที่ยิ่งใหญ่กับอสูรกายดูมเดย์ที่เราเห็นในตัวอย่าง ทั้ง วันเดอร์ วูแมน (รับบทโดย แกล กาด็อต), อควาแมน (รับบทโดย เจสัน โมมัว), ไซบอร์ก (รับบทโดย เรย์ ฟิสเชอร์), เดอะ แฟลช มนุษย์สายฟ้า (รับบทโดย เอซร่า มิลเลอร์) และที่ขาดไม่ได้ก็ดูจะเป็นตัวร้ายของเรื่อง อย่าง เล็กซ์ ลูเธอร์ (รับบทโดย เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก) ในมาดของมหาเศรษฐี นักธุรกิจระบบเครือข่ายช่วงที่ยังมีผมสีแดงอยู่บนหัว

Batman v Superman

เรื่องย่อ : สำหรับเรื่องราวการปะทะกันของ แบทแมน กับ ซูเปอร์แมน ครั้งนี้ จะคาบเกี่ยวมาจากซูเปอร์แมนในภาค Man of Steel โดยอ้างอิงเหตการณ์ต่อสู้ระหว่างซูเปอร์แมนกับนายพลซ็อต ที่สร้าางความเสียหายจนเมืองเมโทรโพลิสพังพินาศ

ซึ่งบังเอิญ บรูซ เวย์ หรือ แบทแมน ที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นได้เห็นถึงพลังอำนาจของซูเปอร์แมนที่เป็นได้ทั้งคุณและโทษ จนเมื่อเวลาผ่านไป 2 ปี ซูเปอร์แมน ในนามของ คลาร์ก เคนท์ ได้ทำงานเป็นนักข่าว และต้องการสืบหาตัวตนของ แบทแมน ชายลึกลับที่ตั้งตนเป็นศาลเตี้ยกำจัดวายร้ายนอกกฎหมาย
กระแสสังคมที่มีต่อซูเปอร์แมนผู้มีพลังเหนือมนุษย์ ได้แตกออกเป็น 2 ฝั่ง ผู้ที่นับถือเขาเปรียบดังพระเจ้าองค์ใหม่ และผู้คนที่หวาดระแวงในพลังของเขาที่มากเกินควบคุม
ความบาดหมางระหว่างแบทแมนกับซูเปอร์แมนที่ค่อยๆ รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ภัยคุกคามเบื้องหลังพวกเขาก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้มวลมนุษยชาติต้องตกอยู่ในอันตรายแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน…

และนี่จึงเป็นโอกาสให้เราได้พบกับการรวมตัวของเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ฝั่ง DC หลายตัวในภาพยนตร์เรื่องนี้ ทั้ง วันเดอร์ วูแมน, อควาแมน, ไซบอร์ก และ เดอะ แฟลช แม้จะยังไม่รู้ว่าบทสรุปของการปะทะกันครั้งนี้จะจบลงอย่างไร แต่รับรองได้ว่าการปะทะกันครั้งนี้ จะแตกต่างออกไปจากที่ทุกคนเคยพบมาแน่นอน…

Batman v Superman

ความคาดหวังทั้งจากแฟนดีซีเอง แฟนฮีโร่หรือแม้กระทั่งคนดูหนังทั่วไป แน่นอนว่าสูงมาก และยังได้ผกก.เจ้าเก่าจากหนังซุปก่อนหน้านี้มากำกับด้วย โดยเนื้อเรื่องจากตัวอย่างเล่าต่อเนื่องจาก Man of Steel แต่เป็นอีกมุมมองนึง เมื่อการต่อสู้ของซอดและซุปส่งผลกระทบทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องล้มตายเป็นจำนวนมาก และในจำนวนนั้นเองก็มีเหล่าลูกน้องและพนักงานของบรูซ เวย์น ทำให้เขาเองโกรธแค้นมาก และต้องการที่จะหาทางเพื่อโค้นล้มซุปเปอร์แมน เพื่อแก้แค้นด้วย

หลังจากที่ดูจบสิ่งแรกที่รู้สึกเลยคือ ทางวอร์เนอร์เดินหมากพลาดที่ปล่อยสิ่งที่อาจจะเซอร์ไพร์สคนดูอย่าง วอนเดอร์วูแมนก็ดี หรือตัวร้ายหลักของเรื่องอย่างดูมส์เดย์ก็ดี ซึ่งมันทำให้ตลอดหนังทั้งเรื่องขาดความเซอร์ไพร์สในส่วนนี้ไป แถมด้วยความยาวของหนังซึ่งนานพอสมควร แต่ตัวผกก.เหมือนพยายามที่จะเล่าหลายๆสิ่งหลายๆอย่างเพื่อปูไปยังจัสติซลีกมากเกินไป จนไม่รู้ว่าตกลงหนังเรื่องนี้จะเล่าอะไรกันแน่ !?

และที่ชัดเจนที่สุดคือแซ็ค ชไนเดอร์เองเหมือนจะลืมไปว่า title ของหนังคือ Batman v Superman แต่กลับรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้ปะทะกันมากเท่าไหร่นัก ซีนปะทะหลายต่อหลายซีนถูกเผยให้เห็นเกือบหมดแล้วในตัวอย่างนั่นทำให้หนังเองค่อนข้างล้มเหลวเป็นอย่างมาก ยิ่งในช่วงต้นเรื่องที่พยายามปูหลายสิ่งหลายอย่างจนน่าเบื่อ เพราะขาดความกระชับ และเต็มไปด้วยข้อมูลมากมาย จนทำให้คนดูหลุดโฟกัสจากหนังไปได้ ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะว่าพล็อตหลักไม่แข็งแรง ซับพล็อตที่มากไป รวมไปถึงการตัดต่อที่แย่ทำให้อรรถรสในการติดตามช่วงต้น-กลางเรื่องนั้นล้มเหลว

แต่ส่วนที่หนังน่าจดจำนั้นกลับเป็นส่วนที่ผิดคาดนั่นก็คือทีมนักแสดง โดยเฉพาะ เบ็น แอ็ฟเฟล็ก ในบทบาทแบทแมน และ เจเรมี่ ไอรอนส์ ในบทบาทอัลเฟร็ดนั้น ออกมาดีมาก ใครที่เคยเล่นเกมแบทแมน (โดยเฉพาะ arkham) อาจจะได้เห็นซีนเจ๋งๆระหว่างสองคนนี้อยู่บ้าง

โดยรวมแล้ว Batman v Superman ค่อนข้างน่าผิดหวัง อาจจะเพราะว่าคาดหวังไว้กับเรื่องนี้มากๆ แต่อาจจะเป็นเพราะตัวผกก.แซ็คเองอาจจะไม่เพียงพอในการแบกหนังสเกลใหญ่แบบนี้ไว้ ทำให้ภาพรวมหนังค่อนข้างน่าเบื่อ และน่าเสียดายที่ออกมาไม่ดีเท่าที่ควร

ติดตามอ่าน รีวิวหนัง ใหม่ หนังเก่า ได้ที่นี่ อย่าพลาด !!

เครดิต : metalbridges.com, thaiware.com

รีวิว Keep Watching 2017

อ่านรีวิว หนังใหม่ เรื่อง Keep Watching

“Keep Watching” เป็นหนังสยองขวัญสาย Genres: Horror | Thriller จากอเมริกาโดยผู้กำกับ Sean Carter เเละได้ Joseph Dembner มารับหน้าที่เขียนบท

Keep Watching

โครงเรื่องหลักใน หนังเรื่องนี้เล่าถึงครอบครัวของผู้มีอันจะกินครอบครัวหนึ่งที่พักอาศัยอยู่ภายในบ้านหลังใหญ่ เเวดล้อมด้วยป่าไม้ เนินเขา เเละอากาศอันเเสนบริสุทธิ์ กับเรื่องเลวร้ายเเบบสุดๆ ที่เกิดขึ้นที่นี่ ที่บ้านหลังนี้ในค่ำคืนหนึ่ง

มันเป็นช่วงกลางดึกของวันที่ 15 เดือน 11 ปี 2015 เมื่อครอบครัวนี้ถูกผู้บุกรุกกลุ่มหนึ่งลักลอบเข้ามาติดตั้งกล้องแอบถ่ายหลายร้อยตัว ทั้งภายในบ้านเเละนอกบ้านหลังนี้ กลุ่มผู้บุกรุกเริ่มเล่นเกมในช่วงเวลาตี 3.17 น.

Keep Watching

โดยนำเสนอคลิปแอบถ่ายจากภายในบ้านส่งออกออนไลน์ไปยังรถคันหนึ่ง ไม่นาน บ้านถูกเหล็กดัดชนิดพิเศษปิดทับทั้งประตูเเละหน้าต่างทุกบาน เพื่อกันคนจากภายในหลบหนีออกมานอกตัวบ้าน

นี่คือเวลาที่ครอบครัวนี้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นทั้งบ้านด้วยเสียงเหล็กขึงกำเเพงสุดดังก้องกังวาล ทุกคนต่างหวาดผวา จากนั้นเกมของจริงก็เริ่มขึ้น เมื่อ “ผู้กำหนดชะตากรรม”
เริ่มส่งนักฆ่าโรคจิตในสังกัดเข้าไปภายในบ้านทีละคน ทีละคน เพื่อไล่ฆ่าครอบครัวนี้อย่างสนุกมือผ่านการถ่ายทอดสด “เกมนรก” ที่มีชีวิตของคนในครอบครัวเป็นสินเดิมพัน

Keep Watching

เเละเพื่อให้คนดูจากภายนอกสนุกยิ่งขึ้น เเละ “ผู้กำหนดชะตากรรม” เป็นคนที่ค่อนข้างจะใจดี เขาจึงไม่ชอบมองเห็นเหยื่อถูกล่าอย่างไร้ทางสู้ ระหว่างที่นักฆ่าโรคจิตถูกส่งเข้าไปเปิดเกมล่าภายในบ้าน

ได้มีการกำกับให้ “เด็กส่งของ” แอบมุดเข้าไปในบ้านด้วยเพื่อตั้งไอเทมอาวุธพิฆาตไว้ในจุดต่างๆ เพื่อให้ครอบครัวนี้ค้นหาไอเทมเหล่านั้น เเละนำมาใช้ในการต่อสู้กับผู้ไล่ล่าโดยไอเทมที่ถูกส่งเข้ามามากมายภายในบ้าน

Keep Watching

อาทิ มีดต่อสู้, ขวานพิฆาต, เครื่องช็อตไฟฟ้า, เเละปืนกลมือ คนดูจะได้ร่วมลุ้นระทึก เอาใจช่วยครอบครัวนี้ กับเกมมรณะ Kill Or Be Killed (ฆ่าหรือถูกฆ่า) ผ่านมุมมองในเเบบปกติ-กล้องเเทนตา (เเบบ REC) เเละมุมมองในเเบบกล้อ งแอบถ่ายที่วางไว้ทั้งภายในเเละภายนอกบ้านหลังนี้อย่างโคตรระทึกขวัญ ถ้าให้เลือกหนังสยองขวัญที่ดีและเยี่ยมที่สุด คีบ ว้อนชิ่ง ก็เป็นหนึ่งที่ควรค่าเเก่การหามารับชมที่สุด มันจะตราตรึงในจิตของคุณ และลุ้นระทึกเเทบทุกวินาทีว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป

ขอบคุณข้อมูล จาก movie.mthai, google.co.th/search?q=keep+watching&tbm=isch&source=lnms&sa=X&ved=0ahUKEwjb5MH7r8jZAhUFSI8KHX6kD_oQ_AUICygC&biw=1920&bih=943&dpr=1

[ รีวิว ] Free Fire 2016 ขีปนาวุธสุดระทึกจากเหล่าวายร้าย

หนังปี 2016 ตื่นเต้นไปกับหนังเรื่อง Free Fire สนุกพร้อม ๆ กัน

Free Fire เรียกได้ว่าเป็นหนังเด็ดของปี 2016 อีกเรื่องหนึ่งก็ว่าได้โดยมีชายที่คิดว่าหัวดีอยู่คนหนึ่ง บอกว่า ทุกคนอยากให้เขาทำหนังที่มีผู้หญิงกับปืน คนหัวดีที่ว่าก็คือผู้กำกับชาวอังกฤษ ที่ชื่อ เบน วีตลีย์ เขาก็ไม่ปล่อยให้แฟนหนังต้องรอนาน ดูเหมือนจะเป็นการพูดเล่น ๆ ของเจ้าคนหัวดีคนนั้น แต่เบนก็เริ่มทำงานนี้อย่างจริงจัง โดยเริ่มเซ็ตเรื่องราวและฉากต่าง ๆ ให้ดูเหมือนอยู่ในบอสตัน สหรัฐฯ ในช่วงยุค 1970

Free Fire 2016
Free Fire 2016

เรื่องราวเริ่มจากการเจอกันของคน 2 กลุ่ม ที่กำลังทำการซื้อขายปืนในบ้านร้างแห่งหนึ่ง กลุ่มคนชาวไอริชต้องการที่จะซื้อปืนแอสซอลต์ ไรเฟิลกลับบ้าน ฝ่ายที่ต้องการขายก็โอเคกับเรื่องนี้ ก็แลกเปลี่ยนเงินตรากับปืนที่มีอยู่ แต่ก็มีคำด่าทอผสมเข้ามาด้วย ดูเป็นช่วงที่น่าอึดอัดอยู่ไม่น้อย แล้วสุดท้ายการสาดกระสุนใส่กันก็เกิดขึ้น หลายคนคงไม่เคยเห็นหนังที่มีการดวลปืนแบบในเรื่องมาก่อน ยิงแลกใส่กันไม่ยั้งโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่าย ๆ คุณคิดว่าจะได้ดูความมันส์แบบนี้นานสักแค่ไหนกัน ? สักชั่วโมงนึงมั้ง ? โอเค ยินดีด้วย พอจะตอบได้ใกล้เคียงอยู่ แต่อันที่จริงบอกได้เลยว่าตลอดความยาวของหนัง 1 ชั่วโมง 30 นาที นั้นดุเดือดมากจนแทบไม่อยากจะกระพริบตา ฟรี ไฟร์ เป็นหนังมี่วีทลีย์ทำได้ดีสมราคา ต้องยกความดีความชอบให้กับมาร์ติน สกอร์เซเซ่ โปรดิวเซอร์ของเรื่องนี้ด้วยส่วนหนึ่ง ส่วนภาพรวมของหนังดูเหมือนทุก ๆ คนในเรื่องจะตกเป็นเป้าหมายกันทั้งหมด จะดุเดือดแค่ไหน ใครจะอยู่ใครจะไป อย่ารอช้ากันเลยดีกว่า ออกไปชมการดวลเดือดครั้งนี้ด้วยสายตาของคุณเอง

 Source : rollingstone.com/movies/reviews/free-fire- movie-review- here-comes- the-guns-w477094

The Space Between Us การเดินทางแห่งรักของคนสองคนระหว่างดวงดาว [Review]

The Space Between Us ความรัก กับ ระยะทาง [ Review Free ]

ดูจากโปสเตอร์และ ตัวอย่างหนัง The Space Between Us เราคงพอจะทราบกันว่า เป็น หนังอวกาศ ที่มีเรื่องของความรักเข้ามาเกี่ยวพัน ซึ่งมีการใช้รูปแบบของตำนานรักแวมไพร์ มนุษย์หมาป่า การเดินทางข้ามเวลา รวมถึงดินแดนในอุดมคติของโลกอนาคต เข้ามาผสมผสาน และนำมาบางอย่างใช้เป็นอุปสรรคความรักของคู่หนุ่มสาววัยรุ่น ฟังดูแล้วอาจจะรู้สึกอยากเบือนหน้าหนี แต่ความเป็นไซไฟของหนัง มาปรับให้เข้ากับเรื่องเศร้าเคล้าน้ำตา ก็ดูเป็นสิ่งที่น่าติดตามอยู่เหมือนกัน

The Space Between Us
The Space Between Us

การ์ดเนอร์ (เอซ่า บัตเตอร์ฟิลด์) หนุ่มอัจฉริยะวัย 16 ปี เขาอาศัยอยู่ในโคโลนี มีชีวิตอยู่อย่างเหงา ๆ บนดาวอังคาร ระหว่างที่อยู่ที่นั่น เขาได้แชตคุยอยู่กับคนนึงที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลก เธอชื่อว่า ทัลซ่า (บริตต์ โรเบิร์ตสัน) ซึ่งเธอเป็นเหตุผลที่ทำให้การ์ดเนอร์อยากจะเดินทางออกจากดาวอังคาร เพื่อไปพบเธอบนโลกใบนั้น
แต่เรื่องคงไม่ง่ายแบบนั้น แน่นอนว่าย่อมต้องมีอุปสรรค ผลจากการคลอดที่ไม่สมบูรณ์เมื่อตอนที่การ์ดเนอร์เกิดบนดาวอังคาร การคลอดครั้งนั้นทำให้แม่ของเขาเสียชีวิต และส่งผลให้อวัยวะบางชิ้นส่วน เช่น หัวใจ ที่ไม่เหมาะกับการดำรงชีวิตอยู่บนโลกนัก ทำให้เขาไม่เคยไปที่โลกเลยสักครั้งเดียวเพราะมันเสี่ยงเกินไป

The Space Between Us
The Space Between Us

อย่างไรก็ตาม เขาก็ได้อนุมัติให้เดินทางไปยังโลก เนื่องจากมีคนที่ต้องการศึกษาผลกระทบจากการใช้ชีวิตนอกอวกาศอยู่พอดี เขาก็เลยได้ออกเดินทาง และเมื่อไปถึงพ่อหนุ่มของเราก็รีบตรงดิ่งไปหาทัลซ่า สาวที่เขาอยากเจอทันที ทั้งสองออกเดินทางไปตามท้องถนนที่แสนยาวไกล สิ่งดี ๆ ที่มีให้เห็นในเรื่อง คงเป็นการแสดงของเจ้าหนุ่มบัตเตอร์ฟิลด์ ที่เล่นเป็นวัยรุ่นที่ดูเปิ่น ๆ ดูงุ่มง่าม เข้ากันกับคาแรคเตอร์ของตัวละครดี แต่ภาพรวมเรื่องราวในหลาย ๆ ช่วงอาจจะดูแล้วรู้สึกว่ามันไม่ค่อยเมคเซ้นส์ไปบ้าง ซึ่งมันทำให้หนังไปได้ไม่สุดอย่างที่ควรจะเป็น

สามารถติดตามหนัง ดูตัวอย่างหนัง หรือ ดูหนัง เต็มเรื่อง ได้ที่ HDmoviesth

 

ขอบคุณข้อมูล : rollingstone.com/movies/reviews/the-space-between-us-movie-review-w464039

รีวิว Doctor Strange [Review] คุณหมอฮีโร่ หนังใหม่ 2016

Doctor Strange คุณหมอ ฮีโร่ หล่อ เท่ หัวใจแกร่ง

สร้างปรากฎการณ์ใหม่ขึ้นมา Doctor Strange โดย “ เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบช ” ร่ายมนต์เวทมนต์มหัศจรรย์แห่ง Marvel และเรื่องราวต้นกำเนิดของเขา จากหนังสือการ์ตูน เข้ามาสู่จอขนาดใหญ่

DoctorStrange
DoctorStrange

สิ่งที่ทำให้ “ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ” เป็น “ Iron Man ” และ “ ไรอัน เรย์โนลด์ ” เป็น “ Deadpool ” ก็คือสิ่งที่ทำให้ “เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบช” เป็น “ Doctor Strange ” นักแสดงชาวอังกฤษ สำเนียงอเมริกัน ต่างจากใน “ Sherlock ” หรือ “ Hamlet ” พลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ภาพยนตร์ของ Marvel ที่กำกับโดย “ สกอตต์ เดร์ริกสัน ” จาก “ Deliver Us from Evil ” “ Sinister ” และ “ The Exorcism of Emily Rose ” อีกหนึ่งจุดเด่นของตัวหนังคืองานวิชวลเอฟเฟกต์สุดตื่นตา ที่ไม่เคยเห็นมานานตั้งแต่เรื่อง “ The Matrix ” และ “ Inception ” ยิ่งถ้าดูเป็น IMAX 3D ได้จะดีมาก ๆ พลังการแสดงของ “ คัมเบอร์แบช ” จะทำให้สิ่งคุณคาดหวัง กับจินตนาการในหนังสือการ์ตูนเป็นจริงขึ้นมา

doctorstrange
doctorstrange

“ สตีเฟ่น เสตรนจ์ ” เป็นหมอศัลยแพทย์ทางประสาทฝีมือดีคนหนึ่ง ที่มีอีโก้สูง เขาจะไม่รักษาผู้ป่วยที่เขาคิดว่าเขาไม่สามารถรักษาได้ “ เรเชล แม็คอดัมส์ ” แสดงเป็นเป็น “ คริสติน พาลเมอร์ ” แพทย์หญิงที่หลงรักเขา แม้ “ เสตรนจ์ ” จะไม่มีความโรแมนติกซะเลย ในค่ำคืนหนึ่ง “ เสตรนจ์ ” ส่งข้อความขณะขับรถ ทำให้แลมโบกินีที่เขาขับอยู่ประสบอุบัติเหตุ ส่งผลให้เขาสูญเสียมือข้างถนัดจากอุบัติเหตุนั้น

Doctor-Strange-Movie
Doctor-Strange-Movie

แต่แล้วนี่กลับเป็นจุดเริ่มต้นของความสามารถด้านใหม่ที่เหนือความเชื่อของ วิทยาศาสตร์ เมื่อเขาได้พบกับ “ Ancient One ” ซึ่งรับบทโดย “ทิลดา สวินตัน” ผู้วิเศษ ณ ดินแดนห่างไกลในทิเบต และ “ ชิเวเทล เอ็จอิโอฟอร์ ” แสดงโดย “ Mordo ” ที่ทำให้เขาเข้าสู่โลกเร้นลับของพลังแห่งจักระ ในห้วงศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความพิศวง จนเป็นที่มาของมือข้างใหม่และพลังเวทมนต์แบบที่ทั้งชีวิตเขาไม่เคยเชื่อมาก่อน “ คัมเบอร์แบช ” “ สวินตัน ” และ “ เอ็จอิโอฟอร์ ” ทำให้ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมขึ้นผสมผสานกับซาวน์ดนตรีของ “ ไมเคิล ยาคิชิโน ”

“ ดร.สเตรนจ์ ” มีความเป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ ของ Marvel มีความเฉพาะ แสง สี และสเปเชียลเอฟเฟคตระการตา ตัวละคร “ เสตรนจ์ ” เป็นตัวละครที่ “ คัมเบอร์แบช ” แสดงได้เข้าถึงบทบาทมาก ๆ รอดูจนจบ end credits คุณจะเห็นฉากพิเศษที่ “ เสตรนจ์ ” เข้าไปอยู่ในโลกของกลุ่ม “ Avengers ”

รีวิว ‘ Southside With You ‘ : โรแมนติก อินดี้ เมื่อครั้งที่บารัคเจอกับมิเชลล์ใหม่ ๆ

Southside With You

Southside with You (2016)

สุดยอดหนัง ที่ย้อนรำลึกถึงเดทแรกของอดีตคู่ สามี ภรรยา หมายเลข 1 ซึ่งทำให้คุณต้องกลับไปคิดถึงเรื่องราวที่เป็นจุดเริ่มต้นของโอบาม่าอีกครั้ง

นี่คือหนังเดทแห่งปี Southside With You ได้ย้อนไปยังตอนหน้าร้อนที่ ชิคาโก้ ปี 1989 ระหว่าง บารัค โอบาม่า ( พาร์เกอร์ ซอว์เยอร์ส ) ที่ตอนนั้นยังไม่เป็นที่รู้จัก กับ มิเชลล์ โรบินสัน ( ทิก้า ซัมพ์เตอร์ ) ซึ่งทั้ง ซอว์เยอร์ และ ซัมพ์เยอร์ ต่างก็แสดงได้อย่างสมบทบาท โดยที่ไม่จำเป็นต้องเลียนแบบบุคคลต้นฉบับทุกกระเบียดนิ้วแต่อย่างใด

โดย ริชาร์ด แทนน์ ที่นั่งแท่น ผู้เขียน – ผู้กำกับ เป็นครั้งแรก ถือว่าหลีกเลี่ยงวาระทางการเมืองเพื่อโฟกัสอยู่กับแค่ 2 นักกฏหมาย หนุ่ม สาว ที่กำลังเริ่มต้นชีวิตของตัวเองได้อย่างชาญฉลาด โดย มิเชลล์ ผู้ฉลาดเฉลียวยืนยันที่จะบอกกับ บารัค ว่า “นี่ไม่ใช่เดทครั้งแรก” โดยชายที่เธอเรียกในตอนแรกว่า “ เป็นพี่ชายที่พุดได้ไหลลื่น ” คือเพื่อนร่วมงานที่บริษัทนักกฎหมาย เธอตกลงที่จะไปกับเขาเพิ่งเพื่อจะไปเข้าร่วมประชุม ที่โบสถ์ เซาธ์ไซด์ ที่ ๆ ซึ่งคนผิวดำรวมตัวกันวางแผนจะสร้างศูนย์ชุมชนก็มา ซึ่ง บารัค ได้แนะนำว่าก่อนที่เข้าการประชุม ควรจะไปดูนิทรรศการของ เออร์นี่ บาร์นส์ จิตกรผิวดำ ที่สถาบันศิลปะ และอาจมีปิกนิกอาหารกลางวันก่อน โดยเธอก็ช่วยออกค่าอาหารด้วย

ตอนที่พวกเขาเดินก็เล่าเรื่องราวสมัยเด็ก ๆ และพูดถึงปัญหาของคนดำ แต่ตัวหนังก็ไม่ได้เยิ่นเย้อ แม้แต่ตอนที่ บารัค ที่พยายามจะหลบซ่อนพฤติกรรมการสูบซิการ์ของตัวเองจาก มิเชลล์ ได้กล่าวกับนักกิจกรรมชุมชน โดยมีฉาก ซอว์เยอร์ส ได้กล่าวคำปราศรัยเฉพาะประโยคเด็ด ๆเท่านั้น ซึ่งหนังเรื่องนี้มีสไตล์ที่คล้ายกับภาพยนตร์ไตรภาค ” Before ” ของ ริชาร์ด ลินเคเตอร์ มาก เรากำลังชมคน 2 คนที่กำลังคบหาดูใจกัน , ปะทะคารมกัน ( มิเชลล์ บอกว่า บารัค รู้น้อยมาก เกี่ยวกับเรื่องการเป็นผู้หญิงและคนดำในบริษัทนักกฎหมาย ) และตัดสินใจว่าพวกเขาจะทิ้งความตั้งใจของตัวเองเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายในชีวิตหรือไม่ ซึ่งหลังจากการประชุม พวกเขาได้ไปชมภาพยนตร์เรื่อง Do the Right Thing ของ สไปค์ ลี ซึ่งเป็นหนังที่ทำให้พวกเขาเกิดการพูดคุยกันเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงและความไม่รุนแรงในการแก้ปัญหา พวกเขายังไปซื้อไอศกรีม Baskin – Robbins และเกิดจูบแรกนอกร้านด้วย

ซึ่งฉากก็สวยงามตามท้องเรื่อง และไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามาล้างสมองผู้ชมด้วย ( แต่ถ้าเราชมภาพยนตร์เกี่ยวกับเดทแรก ระหว่าง ทรัมป์ กับ เมลาเนีย อาจจะเป็นเช่นนั้น ) แต่ Southside With You ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าดูหนังคู่รัก ที่แชร์ความคิดอันชาญฉลาดของทั้งคู่ออกมามากกว่า ต้องชม แทนน์ ที่เขียนบทพูดของ บารัค กับ มิเชลล์ ออกมาได้อ่อนโยนและเต็มไปด้วยความรู้สึก ทำให้เรารู้สึกได้ถึงเสน่ห์ของตัวละครที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับบุคคลต้นฉบับเป๊ะ ๆ

รีวิว ‘ Ben – Hur ‘ : เบนเฮอร์ 2016 สนุก หรือไม่ หรือเป็น หายนะของการรีเมค

benhur

Ben Hur 2016 เวอร์ชั่นล่าสุดของมหากาพย์ เบนเฮอร์ ที่ไม่มีอะไรใหม่

ดูเหมือนว่าภาพยนตร์รีเมค Ben Hur ที่ออกมาช่วงซัมเมอร์เรื่องนี้ จะไม่สามารถเทียบกับเวอร์ชั่นก่อนหน้าที่กำกับโดย วิลเลี่ยม ไวเลอร์ ที่ทำไว้เมื่อปี 1959 และคว้ารางวัลออสการ์ ได้ถึง 11 รางวัล แม้กระทั่งเวอร์ชั่นหนังเงียบในปี 1925 ซึ่งในเวอร์ชั่นของปี 1959 นั้นทำให้ ชาร์ลตัน เฮนตัน ได้รับรางวัลออสการ์และทำให้เกิดฉากแอคชั่นบนรถม้าที่ติดตราตรึงใจคนทั่วโลก อย่างไรก็ตาม มาร์ค เบอร์เน็ตต์ และภรรยา โรม่า ดาวนี่ย์ สองผู้อำนวยการสร้างก็หวังจะผลักดันโปรเจ็กต์ของตัวเองอย่าง The Bible บนจอแก้ว และ Son of God ในโรงภาพยนตร์ต่อไป

โดย เบนเฮอร์ เวอร์ชั่นใหม่นี้ กำกับโดย ติมูร์ เบคมันเบตอฟ (Wanted) และนำแสดงโดย แจ็ค ฮัสตัน ( ที่ฉายแสงกับ Boardwalk Empire แต่มาตกอับกับเรื่องนี้ ) เช่นเดียวกับ เมสซาล่า ( โทบี้ เค็บเบลล์ ) พี่น้องต่างเลือดที่เป็นใหญ่เป็นโตใน อาณาจักร โรมัน แล้วทำการขังครอบครัวที่เลี้ยงดูไว้

ซึ่งในเวอร์ชั่น 1959 นั้นมีเรื่องเล่าหลังฉากอยู่ว่า ไวเลอร์ ต้องการให้ สตีเฟ่น บอยด์ ผู้แสดงเป็น เมสซาล่า ในตอนนั้นให้มีอารณ์แนวรักร่วมเพศกับ เบน เฮอร์ ซึ่งเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ไม่มีใครทราบได้ แต่เป็นไอเดียที่อร่อยมาก เพราะถ้ายึดตามเนื้อหาหนังสือวรรณกรรม Ben-Hur : A Tale of the Christ ของ ลิว วัลเลซ ที่แต่งขึ้นเมื่อปี 1880 แล้ว ในเวอร์ชั่นของปี 2016 จะมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับศาสนาคริสต์เข้าซะมากกว่า แม้ เบคมันเบตอฟ จะใช้ CG เข้ามาให้ฉากการต่อสู้มีชีวตชีวามากชึ้น แต่ก็หลีกเลี่ยงความจริงที่ว่าเวอร์ชั่นนี้เป็นแนวเทศนาโวหารมากกว่าเวอร์ชั่นเก่า โดยบทของตัวละครต่างก็น่าเบื่อ เพราะเน้นไปที่คำสอนมากเกินไปจนขนาดที่ไม่มีอรรถรส และจิตวิญญาณของหนัง จึงทำให้ครั้งนี้แย่ไปอย่างน่าเสียดาย

รีวิว Arrival : การเผชิญหน้ากับมนุษย์ต่างดาว แห่งยุค ที่ต่างจากหนังเอเลี่ยนบุกทุกเรื่องที่ผ่านมา

Arrival 2016

Arrival ผู้มาเยือน Drama Sci Fi Movie ควรดู

Amy Adams ทุ่มเทอย่างเต็มที่กับหนัง ดราม่า – ไซไฟ เชิงปรัชญา ว่าด้วยการสื่อสารกับผู้มาเยือนจากนอกโลก อย่าง Arrival

Amy Adams เป็นนักแสดงหญิงมากความสามารถ เธอทำให้เราเชื่อในบทบาทการแสดงที่เธอได้รับ ไม่ว่าจะเป็นใครหรือบทบาทอะไรก็ตาม และในภาพยนตร์ที่ทำให้คนดูเกิดความรู้สึกสับสนระคนสงสัย ซึ่งกำกับโดย Denis Villeneuve เรื่องนี้ Adams รับบทเป็นหญิงสาวที่สื่อสารกับเอเลี่ยน

Amy Adams
Amy Adams

Dr. Louise Banks ( รับบทโดย Amy Adams ) ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์ ที่ถูกเรียกตัวโดยผู้พัน Forest Whitaker ในนามของกองทัพสหรัฐฯ เพื่อติต่อกับสิ่งมีชีวิตที่เดินทางมาในยานอวกาศรูปไข่ที่บินวนอยู่เหนือพื้นที่ชนบทของรัฐ Montana แถมยังมียานของผู้มาเยือนอีก 11 ลำ บินวนอยู่เหนือสถานที่ต่างๆ ทั่วโลกอีกด้วย

หนังเรื่องนี้ถูกพูดถึงอย่างมากในแง่ของปรัชญาอันล้ำลึก อาจเป็นเพราะว่าเอเลี่ยนในเรื่องนี้ไม่เหมือนผู้บุกรุกที่โหดร้ายอย่างในเรื่อง War of the Worlds ( 2005 ) แต่ดูน่าสนใจเหมือนกับหนังเอเลี่ยนต้นฉบับอย่าง Close Encounter of the Third Kind ( 1977 ) ( จาก ผกก. Spielberg ทั้งสองเรื่อง )

arrival-movie
ผู้มาเยือน 2017

หากคุณเคยดูผลงานของ Villeneuve อย่างเรื่อง Sicario ( 2015 ) และ Prisoners ( 2013 ) คุณจะรู้ว่าเขาค่อยๆ ดึงคนดูให้เข้าไปอยู่กับหนังได้อย่างเหนียวแน่น และเรื่องนี้ก็ยังคงทำได้ดีเหมือนเดิม จากเรื่องสั้น Story of your Life ( 1998 ) ของ Ted Chaing สู่บทภาพยนตร์ A r r i v a l โดย Eric Heisserer ที่จะนำพาให้ Dr. Louise และนักฟิสิกส์ทฤษฎี Ian Donnelly ( รับบทโดย Jeremy Renner ) ไปค้นหาถึงวัตถุประสงค์ในการมาเยือนของ ‘heptapods’ ซึ่งเป็นชื่อที่ถูกตั้งขึ้นตามลักษณะของมัน ที่มีหนวดยาวๆ 7 เส้น

หนังทำให้ทำเราทึ่ง เมื่อ พระเอก นางเอก ของเราเข้าไปในยานอวกาศที่มีสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงและพยายามปฏิสัมพันธ์กับผู้มาเยือนที่อยู่หลังผนังกระจก เอเลี่ยนส่งเสียงเหมือนกับวาฬ แต่เมื่อ Louise สื่อสารกับมันด้วยคำภาษาอังกฤษ พวกมันก็ตอบกลับด้วยการพ่นหมึกเป็นวง Louise และ Ian ตั้งชื่อให้พวกมันว่า Abbott และ Costello ดูเป็นอารมณ์ขันเล็กๆ ที่แทรกอยู่ในหนังที่สร้างความรู้สึกกดดัน เมื่อมนุษย์ต้องรับมือกับสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวและสิ่งที่เรากลัว

arrival
ผู้มาเยือน

หนังโปรยเรื่องด้วยการบุกโลกของเอเลี่ยน ก่อนกลับกลายเป็นเรื่องราวของความรักและการสูญเสียลูกสาวของ Dr. Louise ด้วยฝีมือการแสดงของ นางเอกสาว Amy Adams ที่สื่ออารมณ์ความขัดแย้งผ่านทางสีหน้าได้เป็นอย่างดี และทำให้หนังเป็นที่น่าจดจำ ทั้ง Adams และ Villeneuve ต่างก็ช่วยกันทำให้เป็น ภาพยนตร์ ที่ประสบความสำเร็จได้อย่างสวยงาม

ข้อมูลอ้างอิง http://www.rollingstone.com/movies/reviews/peter-travers-arrival-movie-review-w449056

รีวิว ‘ The Hollars ‘ : รวมนักแสดงฝีมือดีใน หนังตลก ปน ดราม่า

The Hollars หนังรัก โรแมนติก หนังดี หนังออนไลน์ ที่ควรดู

จอห์น คราซินสกี้ ทั้งแสดง และ กำกับในภาพยนตร์ The Hollars เรื่องนี้ ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวที่ต้องรับมือกับแม่ที่ป่วยใกล้ตาย

The Hollars
หนังดราม่า โรแมนติก

ในฐานะนักแสดงและผู้กำกับ จอห์น คราซินสกี้ ได้พุ่งชนกับแนวหนังที่เฉพาะกลุ่มที่สุดในวงการ ภาพยนตร์ นั่นก็คือแนวครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งความแตกต่างอย่างใหญ่หลวงก็คือเขาได้ใส่มุกตลกไม่ธรรมดา และความเห็นอกเห็นใจเข้ากันได้อย่างลงตัว โดยพล็อตเรื่องนั้น ต้องยกเครดิตให้ผู้เขียนบทอย่าง จิม สเตราส์ ( ที่มีผลงานจากภาพยนตร์เรื่อง Grace Is Gone ) ที่ชงให้มาแนวทางนี้ โดย จอห์น ฮอลลาร์ ( คราซินสกี้ ) เป็นนักเขียนวรรณกรรมภาพที่อาศัยในแมนฮัตตันกับ เบ็คก้า ( แอนนา เคนดริก ) แฟนสาวที่เป็นดีไซเนอร์ออกแบบเสื้อผ้าให้สัตว์เลี้ยงที่กำลังตั้งครรภ์ ได้ถูกเรียกกลับไปบ้านด่วน เมื่อแม่ของเขา แซลลี่ ( มาร์โก มาร์ตินเดล ) ถูก ดร. ฟอง ( แรนเดลล์ พาร์ค ) วินิจฉัยว่าป่วย เป็นโรคเนื้องอกในสมอง

The Hollars
หนังรัก โรแมนติก

มันเป็นเรื่องช็อค สำหรับครอบครัว ซึ่งรวมถึงตัวจอห์นเอง รอย พี่ชายของเขา ( ชาร์ลโต้ คอปลี่ย์ ) และ ดอน พ่อของเขา ( ริชาร์ด เจนกิ้นส์ ) ถ้าคุณสังเกตผู้ชายครอบครัวนี้ให้ดี ๆ พวกเขาจะมีชื่อคล้องจองกันอย่าง ดอน , รอน และ จอห์น คุณสามารถมองเห็นได้ถึงความสนุกที่สอดแทรกอยู่ทั้งที่ควรจะเป็นเรื่องเศร้า บวกกับ ชาร์ลี เดย์ ที่แสดงเป็น เจสัน บุรุษพยาบาล ของแซลลี่ ที่แต่งงานกับ เกว็น ( แมรี่ อลิซาเบธ วินสเตด ) ที่เป็นอดีตแฟนเก่าของจอห์น ซึ่งยังคงแค้นจอห์นอยู่ และยังมี จอช โกรบาน ที่แสดงได้อย่างยอดเยี่ยมในบทของบาทหลวงหนุ่มที่อาศัยกับ สเตซี่ย์ ภรรยาเก่าของรอน ( แอชลี่ย์ ดุค ) ที่คอยกวนใจรอนอีกด้วย

The Hollars
หนังโรแมนติก

ความซับซ้อนที่คุ้นเคย แต่คุณได้สังเกตบรรดานักแสดงในเรื่องนี้หรือไม่ ? เพราะทั้งหมดคือบรรดาหัวกระทิที่ทำให้หนังมีความไหลลื่น ไม่ว่าจะเป็น คราซินสกี้ เอง หรือว่า คอปลี่ย์ รวมถึงมาร์ตินเดล ที่พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่าเธอสามารถรับบทอะไรก็ได้ ซึ่งจากการแสดงที่มีทั้งเสียงหัวเราะ และน้ำตา ทำให้ทุกคนเห็นว่าเธอคือหนึ่งในนักแสดงที่ดีที่สุดในโลก แล้วคุณจะรอช้าอยู่ใยล่ะ ? ต้องรีบหามาชมแล้ว